
“สมชาย แซ่ตั้ง” สำหรับคนที่ดู YouTube ช่วงนี้บ่อย ๆ และไม่ได้สมัครพรีเมียม ก็อาจจะเห็นชื่อนี้บ่อย หน่อย และสำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามวงการคริปโทในไทย ก็คงจะไม่รู้ว่า ชายที่เห็นอยู่นั้นไม่ได้ชื่อ สมชาย แซ่ตั้ง แต่อย่างใด
บุคคลในวิดีโอนั้นคือ “เค อรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bitkub ที่ถูกนำภาพและเสียงไปใช้สร้างวิดีโอในลักษณะคล้ายการแนะนำแพลตฟอร์มลงทุน พร้อมชักชวนให้ผู้ชมคลิกลิงก์ภายนอกเพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน และฝังมัลแวร์เพื่อดูดเงินของผู้โหลด
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการใช้ AI Deepfake เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการหลอกลวง โดยอาศัยภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงมาสร้างความไว้วางใจให้ผู้ชม
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ติดตามวงการสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ชื่อของ อรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ไม่ใช่เพียงภาพในวิดีโอปลอมเหล่านั้น แต่คือหนึ่งในผู้บุกเบิกสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโทไทย
อรรถกฤต มีความสนใจในเทคโนโลยีตั้งแต่วัยเด็ก แต่ด้วยครอบครัวของเขาที่ทำธุรกิจ ทำให้เลือกเรียน วิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ในสาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อสานต่อธุรกิจของครอบครัว
หลังเขาเรียนจบ เขาได้กลับไปช่วยบริหารธุรกิจให้กับครอบครัวเป็นเวลา 4 ปี ในตำแหน่ง General Manager ที่บริษัท KTV Print ธุรกิจด้านการพิมพ์
โดยอรรถกฤตรับผิดชอบในการดูแลการดำเนินงานของบริษัท ตั้งแต่การบริหารลูกค้ารายสำคัญ การควบคุมกระบวนการผลิต ไปจนถึงการปรับปรุงมาตรฐานการทำงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการผลิตให้มีความเป็นระบบมากขึ้น
ในช่วงเวลานั้น เขาได้ทำงานร่วมกับลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท เช่น SCG, American Standard และ Yamaha พร้อมทั้งนำแนวคิดด้านการจัดการอย่าง “The One Best Way” มาใช้ในการปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการดูแลฝ่ายกราฟิกและกระบวนการผลิตเพื่อให้การทำงานต่อเนื่องและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในสายการผลิต
นอกจากนี้ อรรถกฤตยังให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของงานพิมพ์ โดยมีการใช้เครื่องมือวัดมาตรฐานในอุตสาหกรรม เช่น spectrophotometer และ densitometer เพื่อให้สีและคุณภาพของงานผลิตออกมาได้ตามมาตรฐานที่ลูกค้าต้องการอีกด้วย
ประสบการณ์ในธุรกิจการผลิตทำให้เขาได้เรียนรู้พื้นฐานสำคัญของการบริหารองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทีม การวางระบบการทำงาน การควบคุมคุณภาพ และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดด้านการบริหารที่เขานำไปใช้ต่อในโลกธุรกิจและเทคโนโลยีในเวลาต่อมา
แม้จะเริ่มต้นเส้นทางการทำงานในธุรกิจครอบครัว แต่ความสนใจด้านเทคโนโลยีและความต้องการสร้างสิ่งใหม่ ทำให้อรรถกฤตเริ่มก้าวเข้าสู่โลกของสตาร์ทอัพเป็นครั้งแรก
เขาได้ร่วมก่อตั้ง SendMeTutor แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยเชื่อมต่อนักเรียนกับติวเตอร์สำหรับการเรียนแบบตัวต่อตัว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม EdTech ในยุคแรก ๆ ของไทย
ในช่วงเวลานั้น อรรถกฤตมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และวางโครงสร้างของแพลตฟอร์ม ตั้งแต่การออกแบบระบบ การพัฒนาเว็บไซต์ ไปจนถึงการเพิ่มฟีเจอร์สำคัญ เช่น ระบบ SMS Notification, ระบบยืนยันตัวตนผู้ใช้ และการเชื่อมต่อ Payment Gateway เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย
นอกจากนี้ เขายังดูแลด้าน User Experience (UX) และการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน โดยใช้เครื่องมืออย่าง Google Analytics และ Pixel Metrics เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเว็บไซต์และพฤติกรรมของผู้ใช้งาน เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง
จุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางชีวิตของอรรถกฤตเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2016 เมื่อเขาได้อ่านหนังสือชื่อ “The Industries of the Future” ของ Alec Ross หนังสือที่กล่าวถึงเทคโนโลยีสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของโลกในอนาคต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Blockchain ซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นเทคโนโลยีที่กำลังเริ่มได้รับความสนใจในระดับสากล
การได้ทำความรู้จักกับแนวคิดของบล็อกเชนทำให้เขารู้สึกสนใจอย่างมาก เพราะมองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินและโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตในอนาคต จากความสนใจในตอนแรก เขาเริ่มศึกษาบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซีอย่างจริงจังมากขึ้น
ในตอนนั้น อรรถกฤตได้เริ่มติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านโครงสร้างของระบบ การทำงานของคริปโทเคอร์เรนซี รวมถึงแนวโน้มการพัฒนาของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก
ความสนใจที่เริ่มต้นจากหนังสือเพียงเล่มเดียว ค่อย ๆ กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำเขาเข้าสู่โลกของบล็อกเชนอย่างเต็มตัว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ในอุตสาหกรรมคริปโทในเวลาต่อมา
หลังจากเริ่มศึกษาเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างจริงจัง อรรถกฤตได้ร่วมก่อตั้ง Bitkub.com ร่วมกับ ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ซึ่งเริ่มต้นจากทีมขนาดเล็กที่ต้องพัฒนาทั้งระบบ เทคโนโลยี และการดำเนินงานไปพร้อมกันในช่วงที่ตลาดคริปโทยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของประเทศ
ในช่วงแรกของการก่อตั้ง เขามีบทบาทในหลายด้านของบริษัท ตั้งแต่การดูแลการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างทีมบริการลูกค้าให้สามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับตลาดคริปโทที่เปิดทำการตลอดเวลา
นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างของแพลตฟอร์ม รวมถึงการปรับปรุง User Interface (UI) และ User Experience (UX) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายขึ้นด้วย
อรรถกฤตเคยรับหน้าที่ในตำแหน่ง Chief Product Officer (CPO) ซึ่งดูแลทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแพลตฟอร์ม ตั้งแต่การวางลำดับความสำคัญของฟีเจอร์ต่าง ๆ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลเชิงตัวเลขในการวัดผลประสิทธิภาพของระบบ เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถพัฒนาและตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bitkub Online หรือ Bitkub Exchange โดยดูแลภาพรวมของธุรกิจ ทั้งด้านกลยุทธ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการดำเนินงานของบริษัท เพื่อขับเคลื่อนแพลตฟอร์มให้เติบโตในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศไทย
สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ AI กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอ ทุกวันนี้ AI สามารถสร้างคลิปวิดีโอขึ้นมาได้ มีกระทั่งไม่เนียน หรือเนียนจนบางครั้งแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือของจริง และอะไรคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา
แน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และด้านที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เหตุการณ์ Deepfake ที่นำภาพของบุคคลจริงมาใช้หลอกลวงผู้คนในโลกออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่การรู้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีอยู่ แต่คือการ คิด วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือก่อนตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นชื่อ “สมชาย แซ่ตั้ง” ปรากฏในโฆษณาพร้อมคำชวนให้ลงทุน วิธีง่ายที่สุดคือการลองค้นหาข้อมูลว่า บุคคลนี้มีตัวตนจริงหรือไม่ เป็นผู้บริหารจริงหรือไม่ หรือเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มนั้นจริงหรือเปล่า
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การไม่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากลิงก์ที่ไม่รู้ที่มา เพราะในหลายกรณี แอปเหล่านั้นอาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลหรือเชื่อมต่อบัญชีการเงินโดยไม่รู้ตัว
ในอีกมุมหนึ่ง เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็สะท้อนคำถามไปยังแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เช่น Google และ YouTube ว่า ควรมีระบบคัดกรองโฆษณาที่เข้มงวดมากกว่านี้หรือไม่ เพราะเมื่อโฆษณาที่ใช้ Deepfake สามารถเผยแพร่ได้ง่าย ผู้ใช้งานจำนวนมากก็อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่ทันตั้งตัว
ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บางครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยีเอง แต่คือความสามารถของผู้ใช้ในการตั้งคำถามและตรวจสอบความจริงก่อนเชื่อ

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย