
Merkle Capital มอง Bitcoin เริ่มเข้าสู่ช่วงสะสม หลังแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลาย แต่คาดว่า Bull Run อาจยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้
นายวรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant จาก Merkle Capital เปิดเผยในงานสัมมนาในหัวข้อ “เจาะลึกจุดต่ำสุด Q2/2026: Bitcoin ผ่าน Bottom ไปแล้วหรือยัง?” ว่า ตลาดคริปโทเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแล้ว หลังแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์คลายตัวลงในระยะสั้น
โดยเขามองว่า การหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดกลับมามีสภาพคล่อง ซึ่งทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง และทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงกว่า 20% ภายใน 2 วัน อีกทั้งยังทำให้ตลาดทุนกลับมาสู่โหมด risk on ด้วย
ทั้งนี้ จำนวนเรือขนส่งสินค้าที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็เริ่มฟื้นตัวกลับมา ขึ้นมาอยู่ที่ 15 ลำต่อวัน จากจุดต่ำสุดที่อยู่ที่ราว 10 ลำต่อวันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความเปราะบางอยู่ เนื่องจากความขัดแย้งในบางพื้นที่ โดยเฉพาะฝั่งอิสราเอลที่ยังไม่ได้คลี่คลายทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้ความตึงเครียดกลับมาส่งผลต่อตลาดได้อีกครั้ง หากการเจรจาไม่ลงตัว และทำให้เหตุการณ์บานปลายขึ้น
นายวรเมธ เสริมว่า หลังจากที่สถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลายลงแล้ว นักลงทุนก็จะกลับมาจับตากับดอกเบี้ยสหรัฐฯ เช่นเดิม โดยคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ระดับเดิมที่ 3.50-3.75% ในปีนี้ และไปลดในเดือนมิถุนายนปีหน้า
ที่ปรึกษาการลงทุนของ Merkle ยังมองว่า ในระยะสั้น “นโยบายภาษีนำเข้า” ของสหรัฐฯ ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กดดันตลาด
โดยปัจจุบัน อัตราภาษีที่ใช้อยู่ยังอยู่ในระดับประมาณ 15% และมีกรอบเวลาการใช้งานจำกัด ทำให้ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและตลาดการเงินยังอยู่ในระดับที่ “พอรับได้” และไม่ก่อให้เกิดแรงตื่นตระหนกเหมือนในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม นายวรเมธเตือนว่า ยังต้องติดตามในประเด็นภาษีนำเข้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาพูดถึงเรื่องภาษีอีกรอบ ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและทำให้ตลาดกลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง
“ถ้าภาษีกลับมาในระดับใกล้เคียงเดิม ตลาดอาจไม่แพนิกมาก แต่หากมีการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด ก็มีโอกาสสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนได้” นายวรเมธ กล่าว
ในมุมของตลาดโดยรวม นายวรเมธ มองว่า หลังจากผ่านช่วงความกังวลหลักอย่างสงครามไปแล้ว ปัจจัยภาษีอาจยังไม่ใช่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญในทันที แต่จะกลายเป็น “ความเสี่ยงแฝง” ที่ต้องจับตามองกันต่อไป
นายวรเมธ ระบุว่า หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนภาพรวมของตลาดในปัจจุบัน คืออินดิเคเตอร์ MVRV (Market Value to Realized Value) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดว่า “มูลค่าตลาด” เทียบกับ “ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุน” อยู่ในระดับใด โดยจะช่วยบ่งชี้ได้ว่าตลาดอยู่ในช่วงสะสมหรือช่วงที่ต้องระวังแรงขาย
ล่าสุด ค่า Long-term MVRV อยู่ในระดับที่สะท้อนว่าตลาดเริ่มเข้าใกล้โซนสะสมมากขึ้น เมื่อเทียบกับพฤติกรรมในอดีตที่มักพบว่าในช่วงปลายขาลง นักลงทุนจะเริ่มทยอยกลับเข้ามาสะสมแล้ว
ในมุมของเงินทุนสถาบัน เขามองว่า Bitcoin ETF ยังคงมีความเคลื่อนไหวแบบซื้อ-ขาย ตามข่าว แต่ก็มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในมุมของนายวรเมธ กองทุน Ethereum ETF ในสหรัฐฯ ยังถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจาก Ethereum ยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังปรับตัวลงตาม Bitcoin ที่ร่วงกว่า 50% จาก ATH
ขณะเดียวกัน เงินทุนจากนักลงทุนสถาบันยังคงไหลเข้าสู่ Bitcoin มากกว่า Ethereum อย่างชัดเจน ส่งผลให้ Ethereum ได้รับความสนใจน้อยกว่าในเชิงโครงสร้าง และยังขาดแรงหนุนสำคัญในการฟื้นตัวเมื่อเทียบกับ Bitcoin
อีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกกล่าวถึงคือระดับ Open Interest (OI) ในตลาด Futures ที่ยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก สะท้อนว่า การเก็งกำไรในตลาดยังไม่หนาแน่นเหมือนช่วงขาขึ้นก่อนหน้า
ซึ่งหมายความว่า หากมีแรงซื้อจริงไหลเข้ามาในตลาด อาจส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ปรับตัวขึ้นได้รวดเร็ว เนื่องจากไม่มีแรงต้านจากสถานะ Open Interest ในระบบมากนัก
โดยสรุป นายวรเมธ มองว่า ตลาดคริปโทในปัจจุบันใกล้เข้าสู่ช่วงสะสมแล้ว แต่ยังไม่เข้าสู่ช่วงบูลรันเต็มตัว เนื่องจากสภาพคล่องโลกยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค
“โอกาสที่ Bitcoin จะกลับเข้าสู่ Bull Run ในปีนี้ยังค่อนข้างยาก แต่สัญญาณหลายอย่างเริ่มชี้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและสะสมพลัง” นายวรเมธ กล่าว

Digital Asset Reporter, efinanceThai