
Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 79,000 ดอลลาร์จากนั้นไหลยาว ล่าสุดหลุด 77,000 ดอลลาร์ หลังตลาดกังวลสงครามอิหร่าน เงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกชะลอ ลุ้นแรงขายในตลาดตราสารหนี้อาจกลายเป็นปัจจัยหนุน BTC ในระยะกลาง
เกิดอะไรขึ้นกับราคาบิตคอยน์?
Bitcoin (BTC) เผชิญแรงขายอีกระลอก หลังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 82,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จ ก่อนร่วงลงต่ำกว่า 79,000 ดอลลาร์และล่าสุดหลุด 77,000 ดอลลาร์ สิ่งที่น่าสนใจคือ การเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ในตอนนี้มีความสอดคล้องกับดัชนีหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ (Russell 2000) มากขึ้น ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มักมีความเสี่ยงสูงกว่าและอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย สะท้อนว่าตลาดยังมอง Bitcoin เป็น “สินทรัพย์เสี่ยง” มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge Asset)
อีกสัญญาณที่สะท้อนความระมัดระวังของตลาด คือ Funding Rate ของ Bitcoin Perpetual Futures พลิกติดลบอย่างหนัก และยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 0% ต่อเนื่อง สะท้อนว่าแรงซื้อด้วยเลเวอเรจฝั่งขาขึ้นเริ่มหายไป แม้ BTC จะพยายามทะลุระดับ 82,000 ดอลลาร์หลายครั้งก็ตาม
สารพัดปัจจัยกดดันตลาด
สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงก่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ มาจากความกังวลในหลายมิติ เริ่มตั้งแต่ความไม่แน่นอนของสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นจาก 99 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 106 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มเทขายพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก เพราะมองว่าธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องอัดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพิ่ม หากเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย
นอกจากนี้ บรรยากาศการลงทุนยังถูกบั่นทอนจากความผิดหวังในการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน ซึ่งไม่มีข้อตกลงเรื่องภาษีนำเข้าที่ชัดเจนออกมา รวมถึงความกังวลว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจอยู่ในภาวะฟองสบู่ เนื่องจากมูลค่าปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดในยุคฟองสบู่ดอตคอมเมื่อปี 2000 เพียงแค่ 5% เท่านั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญ: ความหวังจากเงินไหลออกจากตลาดบอนด์
แม้ภาพรวมจะดูน่ากังวล แต่สถานการณ์นี้ก็สร้างผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่อาจเป็นผลดีต่อบิตคอยน์ในอนาคต ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและสงครามทำให้นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาล หรือตลาดตราสารหนี้ (Fixed-Income) อย่างหนัก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่พันธบัตรยูโรโซนอายุ 10 ปี ก็พุ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี ที่ระดับ 3.18%
การเทขายตราสารหนี้ครั้งใหญ่นี้หมายความว่า มีเม็ดเงินมหาศาลกำลังไหลออกจากตลาดพันธบัตรและเตรียมหาที่พักพิงใหม่เพื่อแสวงหาผลกำไร ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางต่างๆ อาจจำเป็นต้องอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว กระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตราสารหนี้และสภาพคล่องก้อนใหม่นี้ อาจกลับกลายเป็นปัจจัยบวกต่อ Bitcoin ในระยะกลางก็เป็นได้
ที่มา : Cointelegraph

Digital Asset News Editor, efinanceThai