
ทีมพัฒนาบิตคอยน์ เสนอแผนรับมือควอนตัมคอมพิวเตอร์ ด้วยระบบ “Canary” วางเงินล่อให้แฮ็กเกอร์เผยตัว แทนแผนเดิมที่จะบังคับแช่แข็งกระเป๋ารุ่นเก่าล่วงหน้า ซึ่งช่วยรักษาสิทธิของเจ้าของเหรียญได้ดีกว่า
แม้ตอนนี้ระบบของบิตคอยน์จะปลอดภัยสุดๆ แต่ในอนาคตอันใกล้ คอมพิวเตอร์สุดล้ำอย่างควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจเจาะระบบบิตคอยน์ได้ ซึ่งงานวิจัยจาก Google คาดว่าความเสี่ยงนี้อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษนี้
ท่ามกลางความกังวลเรื่อง “Q-Day” หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะแรงพอจนเจาะรหัส Bitcoin ได้ ล่าสุด BitMEX Research ได้ยื่นข้อเสนอสุดแหวกแนวอย่างระบบ “Canary” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่แทนข้อเสนอ BIP-361 ที่ถูกวิจารณ์ว่า “เผด็จการ” เกินไปจากการบังคับแช่แข็งเหรียญตามกำหนดเวลาที่ตายตัว
โดยก่อนหน้านี้มีแผนแก้ปัญหาที่ชื่อว่า BIP-361 ซึ่งจะบังคับให้ทุกคนต้องย้ายเหรียญไปกระเป๋าใหม่ที่ปลอดภัยกว่าภายใน 5 ปี ถ้าใครไม่ย้าย เหรียญในกระเป๋าเก่าจะถูกแช่แข็งแบบถาวร แต่แผนนี้โดนวิจารณ์หนักมากว่าเผด็จการและขัดต่อหลักการสำคัญของบิตคอยน์ที่ผู้ใช้งานควรเป็นผู้มีสิทธิควบคุมทรัพย์สินของตนเองแต่เพียงผู้เดียว
***Canary คืออะไร และทำงานอย่างไร
ล่าสุด ทาง BitMEX Research เลยเสนอไอเดียใหม่ที่เรียกว่าระบบ “Canary” หรือใช้กลยุทธ์แบบ “รอดูสถานการณ์แล้วค่อยจัดการ”
วิธีการคือ เอาบิตคอยน์จำนวนหนึ่งไปใส่ไว้ในกระเป๋าพิเศษเพื่อเป็น “เงินรางวัลล่อใจ” ซึ่งคนที่จะไขกุญแจเอากระเป๋านี้ไปได้ ต้องเป็นแฮ็กเกอร์ที่มีควอนตัมคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทันทีที่เงินก้อนนี้ถูกดึงไป ระบบจะรู้ตัวทันทีว่าภัยมาถึงแล้ว และจะสั่งล็อกการใช้งานกระเป๋ารุ่นเก่าทั้งหมดในเครือข่ายโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครโดนขโมยเงิน
โดยผู้ใช้งานทั่วไปสามารถร่วมลงขันจ่ายเงินรางวัลนี้ได้ และยังถอนเงินคืนได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกลัวสูญเงินฟรี
นอกจากนี้ ยังมีกลไกป้องกันการลอบขโมยด้วย “ช่วงเวลาปลอดภัย” เพื่อป้องกันไม่ให้แฮ็กเกอร์แอบขโมยเงินเงียบๆ โดยไม่แตะต้องกระเป๋าเงินรางวัล ข้อเสนอนี้จะอนุญาตให้กระเป๋ารุ่นเก่าทำธุรกรรมได้ตามปกติ แต่ผู้ที่รับเหรียญไปจะยังไม่สามารถนำไปใช้จ่ายต่อได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง (เช่น 50,000 บล็อก หรือประมาณ 1 ปี )หากในช่วง 1 ปีนี้มีคนเจาะกระเป๋าเงินรางวัลและระบบตรวจพบภัยคุกคาม เหรียญที่เพิ่งถูกโอนไปเหล่านั้นจะถูกสั่งอายัดย้อนหลังได้ทันที
***บทสรุปของ BitMEX Research
บทสรุปของงานวิจัย BitMEX Research ยอมรับว่าแนวทางนี้คือการ “เดิมพัน” ว่าแฮกเกอร์ (หรือห้องทดลองที่สร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์สำเร็จเป็นรายแรก) จะเลือกรับเงินรางวัลอย่างเปิดเผย มากกว่าจะเลือกเป็นผู้ก่ออาชญากรรมขโมยเหรียญครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
แม้แผนนี้จะมีความซับซ้อน และมีเงื่อนไขยิบย่อยกว่าการใช้มาตรการอายัดเหรียญล่วงหน้าแบบตรงๆ แต่ทีมวิจัยประเมินว่า เมื่อเทียบกับผลกระทบและความวุ่นวายมหาศาลที่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับอายัดเหรียญผู้ใช้งานแล้ว การเปิดรับและประเมินทางเลือกใหม่ๆ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหา ถือเป็นสิ่งที่ “คุ้มค่าที่จะนำมาพิจารณา” โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการลดความเสี่ยงไม่ให้มีผู้ใช้งานคนใดต้องสูญเสียบิตคอยน์ของตัวเองไป

Digital Asset News Editor, efinanceThai