
TD Cowen มองว่า โอกาสที่ร่างกฎหมาย CLARITY Act จะผ่านภายในปีนี้เริ่มลดลง หลังบรรยากาศทางการเมืองรอบกฎหมายแย่ลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์กับธุรกิจคริปโท
Jaret Seiberg กรรมการผู้จัดการของ Washington Research Group ที่ TD Cowen ระบุในบันทึกที่เผยแพรืเมื่อวานนี้ว่า “สภาพแวดล้อมทางการเมืองกำลังแย่ลงสำหรับ CLARITY Act” และนี่คือเหตุผลที่บริษัทยังคงมุมมองเชิงลบต่อโอกาสที่ร่างกฎหมายจะกลายเป็นกฎหมายภายในปีนี้
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาเพิ่งโหวตเดินหน้าร่างกฎหมายดังกล่าว แม้ถูกคัดค้านจากเดโมแครตและภาคธนาคารบางส่วน โดยในเวลานั้น Seiberg เคยมองว่า การผ่านชั้นคณะกรรมาธิการไม่ได้หมายความว่ามีดีลทางการเมืองแล้ว แต่เป็นเพียงการย้ายศึกไปสู่เวทีวุฒิสภาเต็มคณะ
ก่อนหน้านี้ Seiberg เตือนว่า อุปสรรคใหญ่ยังค้างอยู่ โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ โดยในบันทึกล่าสุด Seiberg ชี้ว่า เหตุการณ์หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์และรัฐบาลของเขา กำลังทำให้เดโมแครตสนับสนุนร่างกฎหมายคริปโทได้ยากขึ้นทางการเมือง
หนึ่งในประเด็นที่ Seiberg หยิบขึ้นมาคือคดีระหว่าง ทรัมป์กับกรมสรรพากรสหรัฐฯ หรือ IRS ที่เพิ่งมีการยุติคดี โดยข้อตกลงดังกล่าวตั้งกองทุน “anti-weaponization” มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อชดเชยให้ผู้ที่อ้างว่าเคยตกเป็นเหยื่อจากการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือทางกฎหมาย
ข้อตกลงนี้ยังห้าม IRS ตรวจสอบภาษีย้อนหลังของทรัมป์ และครอบครัว รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องอย่างถาวร ขณะที่ทรัมป์ยอมถอนฟ้อง IRS มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ แลกกับการตั้งกองทุนให้กับกลุ่มคนที่เขามองว่าได้รับความเสียหายจากการสอบสวนหรือการดำเนินคดีของรัฐบาลกลาง
Seiberg กล่าวว่า เขาไม่เคยเห็นกองทุนที่ใช้เงินภาษีประชาชนในลักษณะนี้มาก่อน และมองว่ากองทุนดังกล่าวดูเหมือนจะช่วยผู้สนับสนุนประธานาธิบดีมากกว่า พร้อมเตือนว่านี่อาจสร้างบรรทัดฐานให้ประธานาธิบดีในอนาคตฟ้องรัฐบาล แล้วจบด้วยข้อตกลงที่สามารถใช้ตอบแทนผู้สนับสนุนได้
อีกประเด็นคือรายงานสอบสวนของ The New York Times ที่ระบุว่า prediction market และกลุ่มผลประโยชน์คริปโทพยายามผลักดันวาระของตนผ่าน CFTC
รายงานดังกล่าวกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่มากประสบการณ์บางรายถูกกันออกจากบทบาท เพื่อทำให้ CFTC มีท่าทีสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม Seiberg ระบุว่า ข้อกล่าวหาในรายงานยังไม่ได้รับการยืนยัน และ Michael Selig ประธาน CFTC ให้สัมภาษณ์กับ NYT ว่า หน่วยงานมุ่งจัดการการกระทำผิดร้ายแรง และไม่ได้เลือกปฏิบัติให้ใครเป็นพิเศษ
รายงานของ NYT ยังชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างครอบครัวของทรัมป์กับธุรกิจคริปโทและ prediction market หลายแห่ง ซึ่ง Seiberg มองว่าประเด็นนี้กำลังมีน้ำหนักมากขึ้นในการเจรจาของสภาคองเกรส
Seiberg ยังชี้ไปที่เอกสารเปิดเผยข้อมูลการเงินของรัฐบาลเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งระบุว่า มีการซื้อขายหุ้นราว 3,600 รายการในนามของทรัมป์ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2026
บางธุรกรรมเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์พูดถึงบริษัทหรือประเด็นนโยบายที่อาจกระทบบริษัทเหล่านั้น โดยทำเนียบขาวระบุว่า การซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นโดยที่ทรัมป์และครอบครัวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
Seiberg มองว่า เหตุการณ์เหล่านี้เพิ่มแรงกดดันให้เดโมแครตเรียกร้องข้อกำหนดด้านผลประโยชน์ทับซ้อน ก่อนจะสนับสนุนร่างกฎหมายคริปโท
“มันทำให้เดโมแครตสนับสนุนร่างกฎหมายคริปโทได้ยากทางการเมือง หากร่างนั้นไม่มีมาตรฐานด้านผลประโยชน์ทับซ้อนที่บังคับใช้กับประธานาธิบดี” Seiberg กล่าว
สถานการณ์นี้ยังสร้างปัญหาให้รีพับลิกันด้วย เพราะพวกเขาอาจลังเลที่จะนำร่างกฎหมายขึ้นพิจารณา หากต้องเผชิญกับการโหวตคัดค้านข้อแก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่พุ่งเป้าไปยังทรัมป์
ด้วยเหตุนี้ Seiberg คาดว่า สมาชิกสภาอาจเลือกชะลอการเดินหน้าร่างกฎหมาย เพื่อรอดูว่าแรงกดดันทางการเมืองจะลดลงหรือไม่
“สิ่งนี้นำไปสู่ภาวะนิ่งเฉย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติรอดูว่าแรงต่อต้านจะจางลงหรือไม่ ปัญหาคือการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง ทำให้เหลือพื้นที่สำหรับการเลื่อนออกไปอีกไม่มาก” Seiberg กล่าว
ก่อนหน้านี้ Seiberg เคยประเมินว่า การผ่านร่างกฎหมายคริปโทน่าจะอยู่ถึงช่วงปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคม หากล่าช้าออกไป กฎหมายอาจถูกดันไปถึงปี 2027 และกฎฉบับสมบูรณ์อาจยังไม่มีผลจริงจนถึงปี 2029 หากอุปสรรคปัจจุบันยังไม่ถูกแก้ภายในปีนี้
ที่มา : theblock

Digital Asset Reporter, efinanceThai