
เดือนเมษายนกลายเป็นช่วงที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีถูกแฮ็กมากที่สุด ทั้งในแง่จำนวนเหตุการณ์เกือบ 30 เคส และมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 630 ล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนใหญ่กว่า 90% มาจากการโจมตีโปรโตคอล DeFi อย่าง Drift Protocol และ KelpDAO
ผลกระทบจากการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวโปรโตคอล แต่ยังส่งผลต่อราคาของโทเคน ความเชื่อมั่นใน DeFi และเพิ่มแรงกดดันต่อกองทุนคริปโทฯ โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นสภาพคล่องและการสร้างผลตอบแทน ซึ่งเผชิญความยากลำบากอยู่แล้วนับตั้งแต่เหตุการณ์ liquidation ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม
นักลงทุนและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า แม้เหตุการณ์แฮ็กจะไม่ทำให้ DeFi ล่มสลาย แต่จะเพิ่มแรงกดดันต่อกองทุนผ่านราคาสินทรัพย์ที่อ่อนตัวและความเสี่ยงจากพอร์ตการลงทุน
บทบาทของ AI: ตัวช่วย ไม่ใช่ตัวการหลัก
ในประเด็นบทบาทของ AI Wintermute ระบุว่า เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ช่วยให้ผู้โจมตีค้นหาช่องโหว่ได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นปัจจัยหลักของการโจมตีระลอกล่าสุด เนื่องจากหลายเหตุการณ์ยังเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิ์แอดมินในทางที่ผิดและการโจมตีแบบ social engineering
ด้าน TRM Labs ระบุว่า นักวิเคราะห์เริ่มตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์จากเกาหลีเหนืออาจใช้ AI เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และหลอกลวงเป้าหมาย เนื่องจากรูปแบบการโจมตีมีความซับซ้อนและเจาะจงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่า AI สามารถค้นพบช่องโหว่แบบ zero-day หรือดำเนินการโจมตีรูปแบบใหม่ได้ด้วยตัวเอง
โครงสร้าง DeFi: ยิ่งโต ยิ่งมีช่องโหว่
นักลงทุนบางส่วนมองว่า DeFi มีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้มีจุดอ่อนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยโครงสร้างที่ซับซ้อนและมูลค่า TVL ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พื้นที่โจมตีขยายตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบมูลค่าความเสียหายกับ TVL พบว่าสัดส่วนลดลงจาก 7.24% ในปี 2022 เหลือคาดการณ์ 1.49% ในปี 2026 สะท้อนว่าแนวโน้มในภาพรวมยังดีขึ้น
นักลงทุนยังชี้ว่า ความปลอดภัยไม่สามารถเป็นเพียงการตรวจสอบก่อนเปิดใช้งานอีกต่อไป แต่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การจัดการกุญแจที่รัดกุม แผนรับมือเหตุการณ์ และการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง ขณะที่งบประมาณด้านความปลอดภัยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ระบบต้องรองรับ
ผลกระทบต่อกองทุน: แรงกดดันหลายชั้น
แม้การแฮ็กครั้งนี้จะไม่ถึงขั้นทำให้ระบบ DeFi พังทลาย แต่ก็สร้าง “ต้นทุนแฝง” ก้อนใหญ่ นั่นคือการทำให้สถาบันการเงินดั้งเดิมชะลอการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในโลกคริปโทฯ ออกไปอีกอย่างน้อย 6-12 เดือน
กองทุนสาย venture และ equity มักได้รับผลกระทบโดยตรงไม่มากนัก ยกเว้นกรณีที่มีการลงทุนในโปรโตคอลที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่กองทุนสาย liquid และ yield มีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากมีการถือโทเคน DeFi ใช้ตลาดกู้ยืม และใช้กลยุทธ์สร้างผลตอบแทนบนเชน
หลังเหตุการณ์ KelpDAO แพลตฟอร์ม Aave มีเงินไหลออกเกือบ 8.5 พันล้านดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และต้นทุนการกู้ stablecoin สูงขึ้น ส่งผลให้กองทุนที่ใช้กลยุทธ์ delta-neutral ได้รับผลกระทบ แม้สินทรัพย์ค้ำประกันจะไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรง
นอกจากนี้ ผลกระทบต่อกองทุนยังเกิดขึ้นหลายชั้น ได้แก่ การปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ ความผันผวนของตลาดกู้ยืม ปัญหาสภาพคล่อง และข้อจำกัดในการถอนเงิน รวมถึงเงื่อนไขด้านเครดิตที่เข้มงวดขึ้น
แนวโน้มระยะยาว: ยังเติบโต แต่เกมเปลี่ยน
นักลงทุนมองว่า เหตุการณ์แฮ็กอาจทำให้การยอมรับ DeFi ชะลอลงในระยะสั้น แต่ไม่น่าจะหยุดแนวโน้มการเติบโตของการเงินบนบล็อกเชน โดยเงินทุนจากสถาบันยังคงไหลเข้าสู่ stablecoin สินทรัพย์โลกจริง (RWA) และแพลตฟอร์มแบบ permissioned มากขึ้น
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม DeFi ยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในการรับมือวิกฤต โดยหลังเหตุการณ์ KelpDAO มีการระดมเงินช่วยเหลือกว่า 300 ล้านดอลลาร์ผ่านกองทุน DeFi United เพื่อลดผลกระทบในวงกว้าง
แม้นักวิเคราะห์จะมองว่า การช่วยเหลือครั้งนี้เกิดจากการทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์และชื่อเสียงของตัวเองไม่ให้พังทลายตามไปด้วย มากกว่าจะเป็นความเห็นแก่ส่วนรวมก็ตาม แต่นี่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่และการจัดการวิกฤตที่ดีขึ้นของระบบนิเวศคริปโทเคอร์เรนซี
ที่มา : theblock.co

Digital Asset News Editor, efinanceThai