
วงการ DeFi สะเทือนรอบด้าน! ดอกเบี้ยบนแพลตฟอร์มยอดนิยมร่วงต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาล ซ้ำเติมด้วยแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือแฮ็ก Drift $285 ล้านต้นเดือน เม.ย. ขณะที่สถาบันการเงินใหญ่เริ่มโยกเงินเข้าสู่ตลาด RWA บนบล็อกเชน
โลก DeFi กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ผลตอบแทนสินเชื่อบนแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Aave ร่วงเหลือราว 2.45% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดที่ 3.5–3.75% ขณะที่กิจกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชนทั่วไปชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
ฝั่งความปลอดภัยก็ไม่ดีขึ้น เมื่อแฮ็กเกอร์ที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับรัฐบาลเกาหลีเหนือสามารถขโมยเงินจาก Drift ซึ่งเป็น Derivatives Exchange บน Solana ไปได้ถึง 285 ล้านดอลลาร์ ผ่านปฏิบัติการล่วงหน้าที่ใช้เวลาวางแผนนานถึง 6 เดือน
คำถามที่ตามมาคือ DeFi กำลังเติบโตหรือกำลังเปลี่ยนโฉม และใครกันแน่ที่กำลังได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น?
โลก DeFi หรือการเงินแบบไร้ศูนย์กลางเคยดึงดูดเงินลงทุนด้วยผลตอบแทนสองถึงสามหลัก แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก บน Aave ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสินเชื่อแบบกระจายศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดด้วยเงินฝากรวมราว 26,000 ล้านดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนของ USDT อยู่ที่ราว 2.45% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ 3.5–3.75% ซะอีก
สาเหตุมาจากสองทาง ทั้งฝั่งความต้องการกู้ยืมหดตัวลงหลังตลาดร่วงหนักในเดือนตุลาคม ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยของผู้ให้กู้ลดลง ขณะที่ฝั่งอุปทาน Stablecoin ไหลเข้าพูลสินเชื่อเร็วกว่าที่ผู้กู้ยืมจะเข้ามาใช้ กดอัตราผลตอบแทนลงโดยอัตโนมัติ
Christine Fang หัวหน้าฝ่ายระดมทุนของ Third Eye Capital กล่าวว่า การรับผลตอบแทน 4–8% โดยยอมเสี่ยงต้นทุนทั้งหมดนั้นดูไม่คุ้มค่าอีกต่อไป แม้แต่ดีลที่ล็อกเงินหลายเดือนเพื่อรับผลตอบแทนสูงถึง 15% ก็ยังถูกพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยกองทุนของเธอปฏิเสธข้อเสนอแบบนี้ไปแล้ว 3 รายในเดือนที่ผ่านมา
***แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือวางแผน 6 เดือนก่อนโจมตี Drift
ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา แฮ็กเกอร์ขโมยเงินจาก Drift ซึ่งเป็น Derivatives Exchange บนบล็อกเชน Solana ไปได้ 285 ล้านดอลลาร์ ในปฏิบัติการที่ Drift ระบุว่าใช้เวลาวางแผนยาวนานถึง 6 เดือน
กลุ่มผู้โจมตีปลอมตัวเป็นบริษัทเทรดดิ้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เข้าร่วมงานประชุมในวงการ ฝากเงินกว่า 1 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และใช้เวลาหลายเดือนฝังตัวอยู่ในโปรเจกต์ ก่อนจะเจาะอุปกรณ์ของพนักงานผ่านมัลแวร์ที่ปลอมเป็นแอปกระเป๋าเงิน และยึดการควบคุมระบบบริหารเงินทุนของแพลตฟอร์มในที่สุด
Drift ระบุว่าการโจมตีนี้มาจากกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนอย่าง Elliptic และ TRM Labs ด้าน Chainalysis เผยสถิติแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลรวมราว 2,000 ล้านดอลลาร์ตลอดปี 2025 ขณะที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน Balancer หนึ่งในโปรเจกต์ DeFi รุ่นเก่าแก่เพิ่งประกาศปิดตัว Balancer Labs ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ดูแลโปรเจกต์ หลังถูกขโมยเงินไป 128 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว
หลังเหตุการณ์นี้ Drift ได้ประกาศแผนการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยได้รับเงินระดมทุนช่วยเหลือจำนวน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกลุ่มพันธมิตรที่นำโดย Tether Holdings SA
***ส่วนที่ยังโต และส่วนที่กำลังหดตัว
ภาพรวม DeFi ไม่ได้ย่ำแย่ไปเสียทั้งหมด ตลาด Decentralized Derivatives Exchange กำลังแย่งส่วนแบ่งจาก Exchange แบบรวมศูนย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Hyperliquid บล็อกเชนที่ออกแบบมาสำหรับ Perpetual Futures หรือสัญญาเลเวอเรจที่ไม่มีวันหมดอายุ กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการเปิดให้เทรด Futures ที่ผูกกับสินทรัพย์จริง เช่น น้ำมัน เงิน และดัชนี S&P 500
Lucas Bruder ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Jito Labs มองว่านักลงทุนรายย่อยกำลังย้ายฐานไปยังเชนที่มีสินค้าและบริการที่ใช้งานได้จริง และเชนที่ขาดสิ่งนี้กำลังถูกตลาดคัดออกไปเอง
***Wall Street เดินเข้ามา แต่สิ่งที่ดึงดูดเงินไม่ใช่ DeFi แท้ๆ
ฝั่งสถาบันการเงิน Franklin Templeton เริ่มนำกองทุนลงทุนมาวางบนบล็อกเชนผ่านพันธมิตรกับ Ondo Finance ขณะที่ Apollo Global Management นำกลยุทธ์สินเชื่อภาคเอกชนมาบนบล็อกเชนผ่าน Securitize มูลค่าของสินทรัพย์ดั้งเดิมที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน หรือที่เรียกว่า Real-World Assets (RWA) เติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม Shiliang Tang กรรมการผู้จัดการของ Monarq Asset Management ชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่ดึงดูดเงินสถาบันเหล่านี้ไม่ได้มาจากนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของ DeFi แต่คือสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในโลกการเงินดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล สินเชื่อภาคเอกชน และข้อตกลง Repo เพียงแค่นำมาวิ่งบนระบบบล็อกเชน กล่าวง่ายๆ คือ บล็อกเชนกลายเป็น “ท่อส่ง” ให้กับผลิตภัณฑ์การเงินที่หาได้จากโบรกเกอร์ทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ใช่การสร้างระบบการเงินใหม่ที่ DeFi เคยตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น
***DeFi กำลังไปทางไหน?
ภาพรวมของ DeFi ในวันนี้ไม่ใช่การล่มสลายแต่คือการแตกตัว ส่วนที่พึ่งพาการเก็งกำไรกำลังหดตัวส่วนที่เชื่อมกับสินทรัพย์และระบบการเงินจริงกำลังเติบโต คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ เมื่อผลตอบแทนที่ดึงดูดเงินเข้ามาล้วนมาจากพันธบัตรรัฐบาล สินเชื่อ และตราสารที่หาได้จากโบรกเกอร์ทั่วไป บล็อกเชนทำหน้าที่เป็นแค่ “ท่อส่ง” ไม่ใช่ระบบการเงินใหม่ที่ DeFi ตั้งใจสร้างตั้งแต่แรก อุตสาหกรรมนี้กำลังเติบโต หรือจริงๆ แล้วแค่กำลังปรับตัวเข้าหาระบบที่เคยบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงมันกันแน่?
ที่มา : bloomberg.com

Digital Asset News Editor, efinanceThai