
เจาะลึกอนาคต Ethereum ก้าวต่อไปในปี 2026 กับอัปเกรดใหญ่ Glamsterdam และ Hegota ในช่วงครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังนี้ หวังอัปเกรดความเร็ว ลดค่าฟี และแก้ปัญหาความยุ่งยากของเครือข่ายให้หมดไป
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “Ethereum 2.0” และเข้าใจไปว่าเครือข่ายจะมีการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวจบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครือข่าย Ethereum ใช้วิธีการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปผ่านการอัปเกรดระบบที่เรียกว่า “ฮาร์ดฟอร์ก” เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ และปรับเปลี่ยนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง
โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้เครือข่ายมีความรวดเร็วขึ้น มีค่าธรรมเนียมที่ถูกลง และใช้งานได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
นับตั้งแต่การอัปเกรดครั้งประวัติศาสตร์อย่าง The Merge ในเดือนกันยายนปี 2022 ที่เปลี่ยนระบบมาใช้วิธีการวางสินทรัพย์ค้ำประกัน (Proof-of-Stake) ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานของเครือข่ายลงได้มหาศาลถึง 99.95% ชุมชนนักพัฒนาได้ตั้งเป้าหมายที่จะอัปเกรดระบบครั้งใหญ่ให้ได้ประมาณปีละ 2 ครั้งเมื่อการทดสอบพร้อม
ทำให้เราได้เห็นการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรด Dencun ในช่วงต้นปี 2024 ที่ช่วยลดค่าธรรมเนียมบนเครือข่าย Layer-2 ลงอย่างเห็นได้ชัด ไปจนถึงการอัปเกรด Pectra และ Fusaka ในปี 2025 ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลและการวางค้ำประกัน (Staking) ให้ขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น
เตรียมพบกับ Glamsterdam และ Hegota ในปี 2026
สำหรับก้าวต่อไปที่น่าจับตามองในปี 2026 นักพัฒนาได้เตรียมแผนอัปเกรดครั้งสำคัญไว้ 2 ช่วงเวลา
เริ่มจากช่วงครึ่งแรกของปีกับ การอัปเกรด Glamsterdam จะเน้นไปที่การขยายขีดความสามารถของระบบพื้นฐาน โดยจะปรับให้เครือข่ายสามารถประมวลผลธุรกรรมหลายรายการไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งจะช่วยให้ระบบทำงานได้ไหลลื่นและรับปริมาณธุรกรรมได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลเพื่อลดการเติบโตของฐานข้อมูลในระยะยาว ลดภาระของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงมีข้อเสนอในการลดค่าธรรมเนียมการโอน ETH อีกด้วย
ถัดมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะเป็นการอัปเกรด Hegota จุดเด่นของการอัปเกรดนี้คือการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Verkle Trees” มาใช้ ซึ่งจะช่วยลดขนาดการจัดเก็บข้อมูล ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ตรวจสอบเครือข่ายไม่ต้องทำงานหนัก และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้รันโหนด (Node) ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาฟีเจอร์ที่ช่วยต่อต้านการเซ็นเซอร์ข้อมูล (FOCIL) และปรับปรุงรูปแบบกระเป๋าเงินดิจิทัล (Smart Account) ให้มีฟีเจอร์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น เช่น การมีสปอนเซอร์ช่วยจ่ายค่าก๊าซ (ค่าธรรมเนียม) แทนผู้ใช้งาน หรือการกู้คืนบัญชีแบบโซเชียล (Social recovery)
ภาพรวมแผนระยะยาวของเครือข่าย
สรุป 6 เฟสของ Ethereum โรดแม็ปซึ่งไม่ใช่อัปเกรดครั้งเดียว แต่เป็น “เป้าหมายใหญ่” ที่พัฒนาไปพร้อมกันหลายส่วน
การเดินหน้าอัปเกรดอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่า Ethereum ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่กำลังค่อยๆ แปลงร่างตามโรดแมป 6 ขั้น เพื่อก้าวขึ้นเป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่เร็ว ถูก และเป็นมิตรกับผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างแท้จริง
ที่มา : Decrypt

Digital Asset News Editor, efinanceThai