
IMF ออกโรงเตือนความเสี่ยงของ Tokenized Finance ที่แม้เติบโตสูงถึง 2.75 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ความรวดเร็วและระบบอัตโนมัติอาจเร่งความเสี่ยงเชิงระบบ และเพิ่มแรงกดดันต่อเสถียรภาพของตลาดการเงินโลก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกรายงานเตือนเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาว่า การเติบโตของการเงินในรูปแบบโทเคน (Tokenized Finance) ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระดับรากฐานของวิธีการทำงานในตลาดการเงิน ซึ่งอาจนำมาสู่ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic risk) รูปแบบใหม่ ที่ผูกติดอยู่กับความเร็ว ระบบอัตโนมัติ และโครงสร้างของตลาด
การเติบโตครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนสถาบัน โดยปัจจุบันการแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความจริงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน (Tokenized Real-World Assets หรือ RWAs) ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นจริงในตลาด
โดยข้อมูลช่วงต้นเดือนเมษายนชี้ว่า ตลาดนี้มีมูลค่าสูงถึง 2.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เม็ดเงินส่วนใหญ่กว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์กระจุกตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภทพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ตามมาด้วยสินค้าโภคภัณฑ์และตราสารหนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระแสนี้ถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการของนักลงทุนสถาบันที่มองหาผลตอบแทนและผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ มากกว่าสินทรัพย์สำหรับรายย่อยอย่างหุ้น
จากตัวกลางสู่ “ระบบโค้ด” ดาบสองคมที่ต้องระวัง
IMF ระบุว่า ระบบการเงินแบบใหม่นี้กำลังเปลี่ยนรากฐานของ ‘ความเชื่อมั่น’ ในระบบการเงิน จากการพึ่งพาตัวกลางอย่างธนาคารหรือสำนักหักบัญชี (Clearinghouses) มาเป็นการใช้ สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) และระบบบัญชีแยกประเภทแบบใช้ร่วมกัน ซึ่งช่วยให้การชำระราคาเกิดขึ้นได้แทบจะในทันทีและทำให้ตลาดเปิดทำการได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน
แม้ระบบนี้จะช่วยลดความไม่คล่องตัวของระบบ และลดความเสี่ยงจากคู่สัญญาได้แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไปลบ “เบาะกันกระแทก” ที่เคยมีอยู่ในระบบการเงินแบบดั้งเดิมออกไป
ความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลคือ ความรวดเร็วและระบบอัตโนมัติ
ความล้ำหน้าก็มาพร้อมกับความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวล เช่น การเรียกหลักประกันเพิ่มแบบอัตโนมัติ (Automated margin calls) และการชำระราคาแบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจเร่งให้เกิดภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่องในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน แตกต่างจากระบบเดิมที่ความล่าช้ามักจะทำหน้าที่เป็นกลไกซับแรงกระแทก แต่ระบบการเงินแบบ Tokenized อาจส่งผ่านแรงตื่นตระหนกไปทั่วทั้งตลาดในทันที
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากช่องโหว่ของโค้ดระบบ ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดในสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) หรือโครงสร้างพื้นฐาน ก็อาจลุกลามและกระทบผู้ใช้งานหลายรายพร้อมกันในเวลาอันรวดเร็ว
ความท้าทายด้านการกำกับดูแล
อีกหนึ่งความกังวลสำคัญคือ การกระจายตัวของระบบการเงิน (Fragmentation) ไปตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งแต่ละที่ก็มีกฎเกณฑ์และมาตรฐานเป็นของตัวเอง IMF ชี้ว่าการประสานงานข้ามพรมแดนจะมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันกันของ Stablecoins, เงินฝากที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized deposits) และสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDCs) ที่ต่างแย่งชิงการเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการชำระเงิน
ท้ายที่สุด IMF ย้ำว่า แม้การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนจะมีข้อดีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพที่ชัดเจน แต่ผลกระทบในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่าความเสี่ยงทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงกฎระเบียบ จะถูกจัดการได้ดีเพียงใด และเมื่อการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น ผู้กำหนดนโยบายก็มีความจำเป็นที่จะต้องกลับมาทบทวนกรอบกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม และการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
ที่มา : ambcrypto

Digital Asset News Editor, efinanceThai