
ไม่ตกขบวน! ไทยกำลังจะมี “spot crypto ETF” ล่าสุด ก.ล.ต.เตรียมคลอดเกณฑ์รองรับจัดตั้ง Crypto ETF เปิดเฮียริ่ง 10 เม.ย.- 11 พ.ค.นี้ คาดจะเริ่มมีผลใช้บังคับภายใน Q3/69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (10 เม.ย.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็น “หลักการเกี่ยวกับการจัดตั้งและแนวทางการกำกับดูแล crypto ETF ในไทย”
ที่มาที่ไป เนื่องจาก ก.ล.ต.ติดตามพัฒนาการของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและแนวทางกำกับดูแลในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา ได้ออกหลักเกณฑ์รองรับการจัดตั้ง crypto exchange traded fund (crypto ETF) แล้ว สะท้อนให้เห็นว่า crypto ได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการกระจายการลงทุนของผู้ลงทุน
“ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดในการออกหลักเกณฑ์รองรับการจัดตั้ง crypto ETF ในไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่ประสงค์เข้าถึงการลงทุนใน crypto ผ่านกลไกกองทุนรวม” ก.ล.ต. ระบุ ในเอกสารเผยแพร่
ในระยะแรก ก.ล.ต. มีแนวคิดส่งเสริมการจัดตั้ง spot crypto ETF ในรูปแบบกองทุนรวมที่ลงทุนโดยตรงใน crypto ซึ่งมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจลักษณะและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจน โดยกองทุนจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และมีผู้เชี่ยวชาญดูแลด้านการเก็บรักษา crypto
***สรุปสาระสำคัญจากร่างเกณฑ์การจัดตั้ง Crypto ETF
1.นำร่องเฉพาะ “เหรียญใหญ่” เริ่มต้นที่ Bitcoin และ Ethereum
บลจ.ที่ประสงค์จัดตั้งกองทุน Crypto ETF จะต้องเป็นรูปแบบที่ลงทุนในเหรียญเดียว (Single Crypto) โดยมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 80% ของพอร์ต และในระยะแรก ก.ล.ต. อนุญาตให้ลงทุนได้เฉพาะเหรียญที่ได้รับการยอมรับระดับโลก มีตลาดซื้อขายที่โตเต็มที่ ซึ่งก็คือ Bitcoin และ Ethereum เท่านั้น
2. กองทุนสาย “ตรงไปตรงมา” ห้ามเล่นท่ายาก
กองทุนต้องเป็นแบบ Passive คือเน้นเกาะติดราคาเหรียญตามตลาด ห้ามนำเหรียญไปทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) และที่สำคัญคือ “ห้ามนำเหรียญไปหา ดอกผล” เช่น เอาไปฝากเพื่อกินดอกเบี้ย (Staking/Lending) เด็ดขาด กองทุนนี้ถูกจัดให้อยู่ในระดับความเสี่ยง 8+ (เสี่ยงสูงมาก)
3. ตู้เซฟดิจิทัลต้องแน่นหนา เน้นใช้ของไทย ตามตัวง่าย
ทรัพย์สินของกองทุนจะต้องถูกเก็บรักษาโดยผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Custodian) ที่อยู่ในไทยเป็นหลัก (เว้นแต่ไม่มีจริงๆ ถึงจะอนุโลมให้ใช้ของต่างประเทศที่ได้มาตรฐาน) นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเปิดทางให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยที่มีความพร้อม เช่น ศูนย์ซื้อขาย (Exchange) หรือนายหน้า (Broker) สามารถยื่นขอเป็น “ผู้ดูแลผลประโยชน์” ของกองทุน Crypto ETF ได้ด้วย
4. เทรดได้บนกระดานหุ้น แต่ “ห้ามกู้มาเทรด” เด็ดขาด!
กองทุนนี้จะซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แต่มีกฎเหล็กคือ ห้ามบริษัทหลักทรัพย์ปล่อยกู้ (Margin Loan) ให้ลูกค้าเอามาซื้อ Crypto ETF นอกจากนี้ ก่อนลูกค้าจะกดซื้อครั้งแรก โบรกเกอร์จะต้องมีระบบเด้งเตือน (Pop-up) เพื่อสื่อสารแบบ Two-way ยืนยันว่านักลงทุนเข้าใจความเสี่ยงจริงๆ
5. กรองเข้ม บลจ. งานนี้ไม่มีฟาสต์แทร็ก
บลจ.ที่อยากจะเปิดกองทุน Crypto ETF จะต้องยื่นขออนุมัติแบบปกติเท่านั้น ไม่มีช่องทางด่วน (Fast track) และต้องกางหลักฐานโชว์ ก.ล.ต. เลยว่า มีคน มีระบบ และมีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลจริงๆ พร้อมทำงาน
6. คนบริหารพอร์ตคริปโทฯ ต้องมี “ไลเซนส์เฉพาะทาง” เท่านั้น
ก.ล.ต. ระบุว่า คนที่จะมารับมอบหมายให้บริหารจัดการเงินลงทุนในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับกองทุน Crypto ETF จะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาต “ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล” หรือ DA Fund Manager (DAFM) เท่านั้น จะเอาผู้จัดการกองทุนหุ้นทั่วไปมาบริหารไม่ได้ เพราะโลกคริปโทฯ มันมีความซับซ้อนเฉพาะตัว
7.บลจ.ต้องซื้อเหรียญผ่าน Exchange/Broker/Dealer ที่ทางการรับรอง
เวลาที่ บลจ.จะนำเงินกองทุนไปกว้านซื้อหรือขายเหรียญคริปโทฯ บลจ. จะต้องทำธุรกรรมผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เช่น ต้องเทรดผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange), นายหน้า (Broker) หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer) ในไทยเท่านั้น
8. จัดว่าเป็น “กองทุนทางเลือกพิเศษ” เสี่ยงระดับ 8+
กองทุน Crypto ETF จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่กองทุนทั่วไปแต่ ก.ล.ต.ตีตราประทับให้เป็น “กองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือก” (Alternative Investment Fund) ที่มีลักษณะพิเศษ และถูกจัดให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ 8+ ซึ่งถือเป็นระดับที่เสี่ยงสูงมาก
***เช็กบิลผลกระทบ Crypto ETF
9. นักลงทุนรายย่อย ยิ้มรับความสะดวก
สำหรับผู้ลงทุน ถือว่าได้ประโยชน์จากการมีช่องทางลงทุนคริปโทฯ ที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัยขึ้น เพราะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยบริหารและเก็บรักษาเหรียญให้ ไม่ต้องไปปวดหัวจัดการเอง และยังได้รับการคุ้มครองตามกลไกของกองทุนรวม แต่ผลกระทบเชิงลบที่ ก.ล.ต. กังวลคือ คริปโทฯ เป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงและผันผวนสูงลิ่ว จึงอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ
10. บลจ. และ “ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล” ได้เค้กก้อนใหม่ แต่งานหินรออยู่
ฝั่ง บลจ. เพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของ อุตสาหกรรมจัดการลงทุนไทยในระยะยาว และฝั่ง DAFM ได้พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการการลงทุนใน crypto แต่ก็ต้องแลกมากับ “ต้นทุน” และ “ภาระ”เพิ่มขึ้นเพราะต้องเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องคนและระบบงานให้รองรับโลกคริปโทฯ รวมถึงการคัดเลือกประเภท crypto ที่จะลงทุน และการคัดเลือกช่องทางการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน
11. ธุรกิจคริปโทฯ (Exchange/Custodian/MM) รับอานิสงส์วอลุ่มพุ่ง แต่ต้องอัปเกรดเซฟสถาบัน
กลุ่มธุรกิจคริปโทฯ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ซื้อขาย (Exchange), ผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Custodian) รวมถึง Market Maker จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ได้ปริมาณธุรกรรมซื้อขายที่ไหลมาจากกองทุน แต่ผลกระทบคือ จะต้องพัฒนาระบบหลังบ้านให้แน่นหนาขึ้น เช่น การกำหนดสิทธิเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล ระบบตรวจสอบรายการซื้อขาย นอกจากนี้ คนที่จะรับฝากเหรียญก็ต้องทำเรื่องขอใบอนุญาต Custodian ให้ถูกต้องด้วย
12. ภาพรวมตลาดทุนไทย การเชื่อมสองโลก
ในภาพรวม การเกิด Crypto ETF จะเป็นการเชื่อมต่อตลาดทุนดั้งเดิมเข้ากับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วยส่งเสริมการเติบโตของทั้งสองฝั่งในระยะยาว แต่ความผันผวนของตลาด DA อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนโดยรวมได้เช่นกัน
เรียกได้ว่าการขยับตัวของ ก.ล.ต. ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สลายเส้นแบ่งระหว่าง “ตลาดทุนดั้งเดิม” และ “โลกสินทรัพย์ดิจิทัล” อย่างเป็นทางการ การเปิดทางให้จัดตั้ง Spot Crypto ETF ไม่เพียงแต่ตอกย้ำว่าไทย “ไม่ยอมตกขบวน” เทรนด์การลงทุนระดับโลกเท่านั้น แต่ยังถือเป็นก้าวแรกที่จะพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมการจัดการกองทุนไทยอีกด้วย
ผู้สนใจสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนไปจนถึง 11 พฤษภาคมนี้ (คลิกที่นี่)

Digital Asset News Editor, efinanceThai