
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg เตือน! บิตคอยน์เผชิญสัญญาณตลาดหมี อาจร่วงลงไปที่ระดับ 10,000 ดอลลาร์ ชี้ความผันผวนที่สูงลิ่วและการเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้น อาจทำให้นักลงทุนเทขายเพื่อย้ายไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า
Mike McGlone นักกลยุทธ์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก Bloomberg Intelligence ได้ออกมาเตือนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ตลาดคริปโทฯ อาจกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของ “ตลาดหมี” หรือขาลงรอบใหญ่ โดยประเมินว่ามีความเสี่ยงที่บิตคอยน์อาจถูกเทขายจนราคาลดลงไปแตะระดับ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
สาเหตุหลักมาจากการที่บิตคอยน์เริ่มสูญเสียคุณสมบัติ ในการเป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยง โดยปัจจุบันบิตคอยน์เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นค่อนข้างมาก (มีค่า Correlation เกือบ 0.5) แต่กลับมีความผันผวนสูงกว่าตลาดหุ้นถึง 4 เท่าสิ่งนี้ทำให้บิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวตามตลาดทุนแต่มีความเสี่ยงที่สูงลิ่ว มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงอย่างที่หลายคนคาดหวัง
นอกจากนี้ ปัจจัยกดดันระยะสั้นจากความตึงเครียดระดับมหภาค เช่น การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ก็ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งรวมถึงคริปโทฯ ด้วย
McGlone ยังได้เปรียบเทียบตลาดคริปโทฯ ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเหรียญดิจิทัลเกิดใหม่นับล้านเหรียญ ว่ามีสภาพคล้ายคลึงกับจุดจบของยุคฟองสบู่ดอตคอม (Dot-com Unwind)
เขาอธิบายว่าการที่ราคาบิตคอยน์พุ่งสูงขึ้นหลังปี 2020 เป็นเพียงความผิดปกติที่เกิดจากการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน เมื่อสภาพคล่องกำลังถูกดึงกลับ บิตคอยน์ก็อาจถูกปรับฐานมูลค่าอย่างรุนแรงให้กลับไปสู่ระดับ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
และยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเงินฝืด นักลงทุนมักจะย้ายเงินทุนหนีไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม เช่น ทองคำ หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง บิตคอยน์ก็ยังมีปัจจัยบวกที่คอยพยุงราคาเอาไว้ โดยเฉพาะกองทุน ETF แบบ Spot Bitcoin อย่างกองทุน IBIT ของ Blackrock ที่สามารถทำผลตอบแทนรวมได้ถึง 54% นับตั้งแต่เปิดตัว ซึ่งเอาชนะการเติบโตของดัชนีตลาดหุ้น S&P 500 ที่ 42% ได้ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2026
นอกจากนี้ บิตคอยน์ยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นผลจากการ Halving ที่ทำให้มีเหรียญใหม่เกิดขึ้นเพียง 450 เหรียญต่อวัน, ปริมาณบิตคอยน์คงเหลือในกระดานเทรดที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี (เหลือ 2.1 ล้านเหรียญ) และการที่มีเม็ดเงินมหาศาลกว่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกถือครองผ่านกองทุน IBIT
ท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของบิตคอยน์อาจขึ้นอยู่กับว่า ปริมาณเหรียญที่ล้นตลาดและสภาพคล่องที่ลดลง จะสร้างแรงกระแทกได้รุนแรงกว่า ความต้องการซื้อจริงจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ที่กำลังเพิ่มเข้ามาหรือไม่
ที่มา : News.bitcoin

Digital Asset News Editor, efinanceThai