
สรุปงบไตรมาสแรก 5 บริษัทเหมืองขุดสหรัฐ Riot, Core Scientific, Hut 8, Cipher และ American Bitcoin พบรายได้ขุดหดตัวรุนแรงจนต้องปรับโมเดลธุรกิจสู่การเป็น Data Center สำหรับ AI เจาะลึกความเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ของแต่ละบริษัท และสิ่งที่นักลงทุนคริปโทฯ ต้องรู้
ภาพรวมงบ Q1/2026 กับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสายขุด
ในอดีต หุ้นของบริษัทเหมืองขุดบิตคอยน์มักถูกมองว่าเป็น “ตัวแทน” (Proxy) ในการลงทุนบิตคอยน์ทางอ้อม ยิ่งบิตคอยน์ราคาขึ้น หุ้นเหมืองก็ยิ่งพุ่งตาม แต่จากรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 1 ปี 2026 ของ 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภาพจำเหล่านั้นกำลังจะถูกลบเลือนไปอย่างสิ้นเชิง
ไตรมาสที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายสำหรับนักขุด ปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวลงของราคาบิตคอยน์เฉลี่ยราว 18% ถึง 22% ผนวกกับอัตราความยากในการขุด (Hash Rate) ของเครือข่ายทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นถึง 24% สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการขุดบิตคอยน์ต่อเหรียญพุ่งทะยาน
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทถึง 4 แห่งจากทั้งหมด 5 แห่งขาดทุนสุทธิอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่ได้กำลังจะล้มละลาย แต่พวกเขากำลังใช้ความได้เปรียบทางด้าน “พลังงานไฟฟ้า” และ “ที่ดิน” ในมือเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจ ศูนย์ข้อมูลสมรรถนะสูง (High-Performance Computing Data Center หรือ HPC) เพื่อรองรับกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง!
นี่คือการอพยพครั้งใหญ่ที่แบ่งบริษัทเหมืองขุดออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน คือ “กลุ่มที่มุ่งสู่ AI” และ “กลุ่มที่ยืนหยัดขุดบิตคอยน์ต่อ”
กลุ่มที่ 1: สี่ทหารเสือที่ขอมุ่งหน้าสู่ AI Data Center อย่างเต็มกำลัง
บริษัทในกลุ่มนี้เผชิญกับตัวเลขขาดทุนจากการขุดที่ชัดเจน และได้ประกาศยุทธศาสตร์เปลี่ยนพื้นที่เหมืองให้กลายเป็นขุมพลังของ AI ซึ่งมีมูลค่าสัญญามหาศาลและรายได้ที่มั่นคงกว่า
1.Riot Platforms (RIOT)
RIOT ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการ Data Center เต็มตัว ในไตรมาสแรกนี้ Riot รายงานผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 500.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้จากการขุดบิตคอยน์ลดลงเหลือ 111.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 142.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยต้นทุนการขุด (ไม่รวมค่าเสื่อมราคา) พุ่งขึ้นเป็น 44,629 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเหรียญ
แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือ ไตรมาสนี้เป็นครั้งแรกที่ Riot มีรายได้จากฝั่ง Data Center เข้ามาอย่างเป็นทางการถึง 33.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทยังสามารถดึงดูดลูกค้าองค์กรระดับโลกอย่าง AMD ให้ใช้สิทธิ์ขยายกำลังการเช่าพื้นที่เพิ่มอีก 25 เมกะวัตต์ รวมเป็น 50 เมกะวัตต์เรียบร้อยแล้ว ซีอีโอของ Riot ย้ำว่าบริษัทได้เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ให้บริการ Data Center อย่างเป็นทางการแล้ว
2. Core Scientific (CORZ)
รายได้ Colocation โตทะลุปรอท ไตรมาสดังกล่าว Core Scientific ขาดทุนสุทธิ 347.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีรายได้รวม 115.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากเจาะลึกลงไป รายได้จากการขุดเหรียญด้วยตนเอง (Self-mining) ร่วงลง 45% เหลือเพียง 30.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากราคาเหรียญตกและขุดได้น้อยลง ทว่าในฝั่งธุรกิจให้เช่าพื้นที่ (Colocation) กลับพุ่งทะยานจาก 8.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีก่อน ขึ้นมาเป็น 77.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ปัจจุบัน บริษัทกำลังมุ่งเน้นปรับปรุงพื้นที่เหมืองเพื่อให้บริการ High-Density Colocation (HDC) สำหรับ AI และเร่งเดินหน้าขยายกำลังไฟทั่วสหรัฐฯ เพื่อตอบสนองลูกค้า
3. Hut 8 (HUT)
โมเดลสัญญาระยะยาวมูลค่าหมื่นล้าน Hut 8 ขาดทุนสุทธิ 253.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่จุดเด่นของบริษัทคือโมเดลการทำงานแบบ “Power-first” ที่ให้ความสำคัญกับพลังงานเป็นหลัก ปัจจุบัน Hut 8 ประสบความสำเร็จในการ กวาดสัญญามูลค่ารวมสูงถึง 1.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากพื้นที่แคมปัส AI จำนวน 2 แห่ง (River Bend และ Beacon Point) สัญญาล่าสุดที่ Beacon Point เป็นสัญญาเช่ายาว 15 ปี มูลค่า 9.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับลูกค้าระดับไฮเอนด์ ภายใต้เงื่อนไขแบบ Triple-net และ Take-or-pay (ผู้เช่ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลักทั้งหมดและต้องจ่ายเงินแม้จะไม่ใช้งาน) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าลูกค้ายอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อการันตีว่าตนเองจะมีไฟฟ้าใช้ในการรัน AI อย่างแน่นอน
4. Cipher Mining (CIFR)
CIFR เตรียมโบกมือลาบิตคอยน์ภายในปี 2030 Cipher มีรายได้ในไตรมาสแรก 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลงจาก 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสก่อน) และขาดทุนสุทธิ 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการตั้งใจจงใจลดกำลังการขุดที่ศูนย์ Black Pearl เพื่อนำพื้นที่ไปปรับปรุงเป็น Data Center บริษัทแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวที่สุดในการเปลี่ยนผ่าน โดยปัจจุบันกวาดสัญญาระยะยาว 10-15 ปี กับลูกค้ากลุ่ม Hyperscale ได้แล้วถึง 3 แห่ง คิดเป็นมูลค่าตามสัญญาสูงถึง 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แม้บริษัทยังคงมีเหมืองบิตคอยน์ที่ไซต์ Odessa ซึ่งมีต้นทุนค่าไฟถูกมากเพียงราว 0.028 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (ประมาณ 1 บาท) แต่บริษัทก็วางแผนที่ชัดเจนว่า อาจยุติบทบาทในวงการบิตคอยน์โดยสมบูรณ์ภายในปี 2027 หรืออย่างช้าที่สุดปี 2030 เพื่อไปโฟกัสที่ High-Performance Computing (HPC) เต็มรูปแบบ
กลุ่มที่ 2: หมาป่าเดียวดายแห่งวงการ “ขุดแล้วเก็บ”
5.American Bitcoin (ABTC)
สวนกระแสโลก ยืนหยัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้บิตคอยน์ ในขณะที่บริษัทอื่นแห่กันไปทำ Data Center สำหรับ AI มีเพียง American Bitcoin (ABTC) ที่เลือกเดินทางสายดั้งเดิม แต่ทำได้ในระดับมาสเตอร์พีซ บริษัทตั้งเป้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับบิตคอยน์ในอเมริกาอย่างแท้จริง
ไตรมาสนี้ ABTC สามารถทำลายสถิติขุดบิตคอยน์ได้สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทที่ 817 เหรียญ สิ่งที่น่าทึ่งคือพวกเขาสามารถกดต้นทุนการขุดลงมาอยู่ที่ราว 36,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 บิตคอยน์ ทำให้ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้สูงถึง 52% แม้ราคาบิตคอยน์ในตลาดจะร่วงลง 22% ก็ตาม
นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ยุทธศาสตร์ “HODL ขั้นสุด” โดยไม่ขายเหรียญออกมาเลยแม้แต่เหรียญเดียว ทำให้คลังสำรองเชิงกลยุทธ์ (Strategic Reserve) เติบโตขึ้น 30% ทะลุ 7,021 บิตคอยน์ และชูตัวชี้วัดที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเรียกว่า “Satoshis per share” (SPS) ซึ่งวัดว่าผู้ถือหุ้น 1 หุ้น จะมีส่วนเป็นเจ้าของบิตคอยน์สัดส่วนเท่าใด โดยไตรมาสนี้ SPS เพิ่มขึ้น 20% เป็น 663 Satoshi ต่อหุ้น
กลยุทธ์และผลกระทบต่อนักลงทุนไทย ควรปรับตัวอย่างไร?
เหมืองคริปโทฯ เหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “พลังงานไฟฟ้าและที่ดิน” คือทองคำยุคใหม่ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ขาดแคลนพลังงานในการรันโมเดลอย่างหนัก ในด้านการลงทุนในไทยเองก็อาจจะต้องเริ่มมองหาบริษัทที่มีแผนจะขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการมาถึงของ AI แบบที่บริษัทในสหรัฐฯ กำลังกอบโกยอยู่ในขณะนี้
โดยสรุป งบไตรมาส 1 ปี 2026 คือบทพิสูจน์ว่า บริษัทที่อยู่รอดในโลกเทคโนโลยีไม่ใช่บริษัทที่ยึดติดกับโมเดลเดิม แต่คือบริษัทที่พร้อมจะ “สับสวิตช์” นำทรัพยากรในมือไปเสิร์ฟความต้องการใหม่ของโลกได้ทันท่วงที ในขณะเดียวกัน พื้นที่สำหรับสายศรัทธาบิตคอยน์ก็ยังมีอยู่แต่ต้องบริหารต้นทุนให้ดี
นักลงทุนที่เข้าใจทิศทางลมนี้ก่อน ย่อมสามารถปรับพอร์ตและฉกฉวยโอกาสการลงทุนในจังหวะเวลาสำคัญที่โครงสร้างพื้นฐานของโลกเทคโนโลยี กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานซึ่งหาได้ยากในรอบหลายสิบปี ที่จะเห็นการหลอมรวมกันระหว่างอุตสาหกรรมเหมืองขุดบิตคอยน์ที่ครอบครองโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมหาศาล และอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกระหายพลังงานไฟฟ้า!
ที่มา : รายงานงบ Q1 2026 ของบริษัทเหมืองขุด riotplatforms.com hut8.com stocktitan.net Investors.corescientific fool.com/earnings/call

Digital Asset News Editor, efinanceThai