
เจาะลึกเทรนด์ Tokenization เมื่อวอลล์สตรีทเร่งเครื่องนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้แปลงหุ้นแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดการซื้อขายให้ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมงและชำระราคาได้ทันที ท่ามกลางความท้าทายใหม่ที่สถาบันการเงินและผู้จัดทำดัชนีตลาดหุ้นต้องเร่งหาทางปรับตัวรับมือ
กระแสการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน กำลังเป็นเป้าหมายและวาระสำคัญของวอลล์สตรีทในปี 2026 โดยล่าสุด อุตสาหกรรมนี้กำลังยกระดับจากการแค่สร้าง “โทเคนตัวแทน” (Wrappers) ซึ่งเป็นเพียงการอ้างอิงราคาหุ้น ไปสู่การออกหลักทรัพย์ที่อยู่บนระบบบล็อกเชนโดยตรง (Blockchain-native securities) และมีสถานะทางกฎหมายรองรับ
เห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เมื่อบริษัท Bullish ประกาศทุ่มเงินกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าซื้อกิจการ Equiniti ซึ่งเป็นนายทะเบียนหลักทรัพย์ (Transfer agent) เพื่อเป้าหมายในการนำข้อมูลการออกและถือครองหุ้นไปบันทึกบนระบบบล็อกเชนโดยตรงตั้งแต่ต้นทาง
แนวคิดนี้มีเป้าหมายที่ฟังดูเรียบง่าย คือการนำหุ้น พันธบัตร หรือกองทุนแบบดั้งเดิม ย้ายขึ้นไปทำงานบนระบบบล็อกเชน ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมการลงทุนให้ต่างไปจากเดิมอย่างมหาศาล เพราะนักลงทุนจะสามารถทำการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด
นอกจากนี้ ระบบหลังบ้านที่เคยต้องใช้เวลาชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (Settlement) นาน 1-2 วัน ก็จะถูกบีบอัดให้เกิดขึ้นได้แบบแทบจะในทันที (Real-time) ช่วยให้การหมุนเวียนเงินทุนและหลักประกันในระบบการเงินรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้บริษัทการเงินประหยัดต้นทุนได้มหาศาล
ในฝั่งของบริษัทเจ้าของหุ้น การนำหุ้นขึ้นบล็อกเชนจะช่วยแก้ปัญหา “ตาบอดข้อมูล” ได้อย่างตรงจุด “ทอม ฟาร์ลีย์” ซีอีโอของ Bullish ระบุว่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันมีตัวกลางซ้อนกันหลายชั้น ทำให้บริษัทแทบไม่รู้เลยว่าใครคือผู้ถือหุ้นของตนเองบ้าง ดังนั้น การบันทึกข้อมูลบนบล็อกเชนจะช่วยให้บริษัทเห็นข้อมูลการซื้อขายว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และรู้จักผู้ถือหุ้นของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความปวดหัวเมื่อ “โลกใหม่” ชน “โลกเก่า”
แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การเปลี่ยนผ่านนี้กำลังสร้างโจทย์ยากให้กับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เมื่อหุ้นที่เป็นโทเคนต้องเข้ามาปะปนกับระบบตลาดหุ้นแบบเดิม
ผู้จัดทำดัชนีตลาดหุ้นอย่าง FTSE Russell กำลังเผชิญหน้ากับคำถามที่ว่า จะนำหุ้นที่เป็นโทเคนเหล่านี้ไปรวมคำนวณในมูลค่าตามราคาตลาดหรือไม่ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่กองทุนเพื่อการเกษียณหรือสถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่ง ยังไม่มีบริการรับฝากสินทรัพย์ (Custody) ประเภทโทเคนดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่อง “การค้นหาราคาที่แท้จริง” (Price discovery) ลองจินตนาการว่า หากหุ้นในรูปแบบโทเคนถูกซื้อขายอย่างต่อเนื่องบนบล็อกเชนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ตลาดหุ้นดั้งเดิมเพิ่งมาเปิดทำการในวันจันทร์ด้วยราคาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตลาดจะต้องตัดสินใจว่าราคาจากแหล่งใดคือราคาที่สะท้อนความเป็นจริง
ยิ่งไปกว่านั้น หากหุ้นบริษัทเดียวกันถูกทำเป็นโทเคนออกมาหลายเวอร์ชัน เช่น เวอร์ชันที่จ่ายเงินปันผล กับเวอร์ชันที่เทรดบนระบบไร้ศูนย์กลาง ก็อาจทำให้เกิดความแตกต่างทั้งเรื่องราคาและสภาพคล่องของหุ้นตัวเดียวกันได้
ด้วยความท้าทายทั้งในเรื่องเวลาการเปิดปิดตลาดที่ไม่ตรงกัน และการต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งจึงเลือกที่จะสร้างระบบบล็อกเชนส่วนตัว หรือที่เรียกว่า “Walled gardens” เพื่อควบคุมให้สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้เคลื่อนย้ายอยู่ภายในระบบนิเวศน์ที่ปิดและปลอดภัย แทนที่จะปล่อยให้ไปอยู่บนเครือข่ายสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม คริสติน เมียร์ซวา ผู้บริหารจาก FTSE Russell มองว่า การปรับตัวเพื่อเชื่อมต่อโลกทั้งสองใบนี้อาจใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิด โดยเราน่าจะได้เห็นการเชื่อมโยงระบบเข้าด้วยกัน (Interoperability) ภายในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้
ที่มา : coindesk.com

Digital Asset News Editor, efinanceThai