
ผู้เขียน “เงินเฟ้อคือคดีอาญา” อย่างดร.วิชิต ซ้ายเกล้า จุดกระแสในชุมชนบิตคอยน์ หลังเปิดตัวแนวคิด “พรรคชาติหน้าพัฒนา” พร้อมโลโก้และเพจใหม่เอี่ยมกับสโลแกนสุดจี๊ด! “สร้างชาตินี้ เจริญชาติหน้า”
วานนี้ (16 มี.ค.) ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า บิตคอยเนอร์ ผู้ก่อตั้ง CHITBEER และผู้เขียนหนังสือการเงินส่วนบุคคล “เงินเฟ้อคือคดีอาญา” ได้จุดกระแสในชุมชนบิตคอยน์ด้วยการแชร์เพจที่ชื่อ “พรรคชาติหน้าพัฒนา” พร้อมโลโก้พรรคสีเหลืองคล้ายรูปเต่า ให้กับผู้ติดตามกว่า 2.4 หมื่นราย
แม้คำว่า “พรรคชาติหน้าพัฒนา” จะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนที่ติดตาม ดร.วิชิต เพราะเขาพูดถึงแนวคิดนี้มาอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 ปีเศษมานี้ รวมทั้งบอกเล่าแนวคิดในช่องทางสื่อสายคริปโทฯ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุด ก็ทำเอาถูกใจบรรดาผู้ติดตามมีมาแสดงความคิดเห็นในเชิงสนุกสนานกับชื่อพรรคและแนวคิด “สร้างชาตินี้ เจริญชาติหน้า” ขณะที่บางรายถามสมัครสมาชิกพรรค ซึ่ง ดร.วิชิต ก็บอกว่าแค่กดติดตามก็เป็นสมาชิกแล้ว
*** “The Party of One” แต่ละคนคือพรรคการเมืองของตัวเอง
ดร.วิชิต เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า แนวคิดของพรรคดังกล่าวไม่ใช่พรรคการเมืองในรูปแบบดั้งเดิม แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “The Party of One” หรือพรรคของคนคนเดียว ซึ่งแท้จริงแล้ว “ทุกคนคือพรรคการเมืองของตัวเอง” และไม่ควรฝากความหวังไว้กับตัวแทนหรือระบบการเมืองแบบเดิม
เมื่อถามถึงว่า จะเป็นการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาจริง ๆ เลยไหม ดร.วิชิต ระบุว่า พรรคการเมืองในมุมมองของเขาอาจเป็นเพียง “ความเชื่อ” หรือ “concept” รูปแบบหนึ่งเท่านั้น ส่วนการจะจดทะเบียนจริงหรือไม่นั้นยัง “ไม่แน่ใจ” แต่อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดิม โดยอาจเกิดขึ้นในลักษณะของการขับเคลื่อนเชิงแนวคิด หรือแม้แต่การดำรงอยู่ใน “โลกไซเบอร์” แทน
*** แนวคิด “ย้อนกลับ” ความคิดทางการเมือง
พร้อมเสริมว่า แนวคิดนี้เป็นการ “ย้อนกลับ” ความคิดทางการเมือง โดยไม่เริ่มต้นจากการเลือกตั้งหรืออำนาจรัฐ แต่เริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า แต่ละคนสามารถ “รับผิดชอบชีวิตตัวเองได้หรือยัง” เพราะหากประชาชนยังต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด การตัดสินใจทางการเมืองก็จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ระยะสั้น มากกว่าหลักการหรืออนาคตระยะยาว
“อย่าไปคิดถึงการเลือกตั้ง อย่าไปคิดถึงประชาธิปไตยเลย เอาชีวิตมึXให้รอดก่อน มึXรับผิดชอบต่อตัวเองได้ป่ะล่ะ” ดร.วิชิต กล่าว
แนวคิดสำคัญอีกส่วนคือการเน้น “การพึ่งพาตนเอง” และ “เกียรติของประชาชน” โดยมองว่า ปัญหาของการเมืองไทยตลอดเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนยังรอ “อัศวินขี่ม้าขาว” เข้ามาแก้ปัญหา แทนที่จะยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง
“ปัญหาคือคนมันพึ่งพาตัวเองไม่ได้ มันก็คิดว่าจะมีใครสักคน เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยมันให้พ้นทุกข์พ้นจน” ดร.วิชิต ระบุ
***Bitcoin เครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มอำนาจให้กับปัจเจกบุคคล
ในอีกด้านหนึ่ง เขามองว่าเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Bitcoin กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เปิดทางให้ปัจเจกบุคคลมีอำนาจเหนือชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นรัฐ สื่อ หรือสถาบันการเงินแบบเดิม
สะท้อนทิศทางของโลกที่กำลังเคลื่อนไปสู่ “Company of One” หรือแนวคิดที่เชื่อว่า คนคนเดียวก็สามารถยืนได้ และกำหนดอนาคตของตัวเองได้
พร้อมฉายภาพในระยะยาวว่า การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มจากคนเพียง 5–10% ในสังคมที่เข้าใจและนำแนวคิดนี้ไปปฏิบัติจริง และเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จะกลายเป็นตัวอย่างให้คนส่วนใหญ่ค่อย ๆ ปรับตาม
ดร.วิชิต คาดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญอาจเกิดขึ้นในช่วงปี 2035 ซึ่งเป็นจังหวะครบรอบเกือบ 100 ปีหลังปี 2475 และเป็นช่วงที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีและโครงสร้างอำนาจแบบใหม่
แนวคิด “พรรคชาติหน้าพัฒนา” อาจยังไม่ใช่พรรคการเมืองในเชิงกฎหมาย ณ เวลานี้ แต่ถูกวางไว้ในลักษณะของ “แนวคิด” หรือ “movement” ที่ต้องการปลุกให้ประชาชนกลับมาตั้งคำถามกับระบบเดิม และเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นลำดับแรก
“ความจริงแม่งช้า” ดร.วิชิต กล่าวทิ้งท้าย ด้วยประโยคลายเซ็นประจำตัว
สัมภาษณ์ รายงาน เรียบเรียง : สหรัฐ ฉัตราพงษ์ , เรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี

Digital Asset News Editor, efinanceThai