ผ่างบฯ 22 บจ. ผู้สอบบัญชีกังขา “มีเงื่อนไข-ข้อสังเกต-ไม่แสดงความเห็น”

efinAI
“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” สำรวจข้อมูลงบการเงินปี 2568 พบว่ามี 22 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ผู้สอบบัญชี มีเงื่อนไข, ข้อสังเกต และ ไม่แสดงความเห็น ส่วนใหญ่เข้าถึงข้อมูลสำคัญเพื่อประเมินผลไม่ได้ หลายบริษัทมีคดีความ-ข้อพิพาทที่ยังไม่สิ้นสุด แถมเกินครึ่งมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หนี้สูง ส่วนทุนติดลบ
4 บจ. ผู้สอบบัญชีแสดง “มีเงื่อนไข” ในงบการเงินปี 68 ประกอบด้วย

1.บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (GPI) : มีข้อจำกัดในการตรวจสอบข้อมูลของ บริษัท ทรูเอ็นเนอร์จี จำกัด (บริษัทร่วม) ซึ่ง GPI มีสัดส่วนเงินลงทุนสูงมากกว่า 20% ของสินทรัพย์รวม แต่บริษัทดังกล่าวหยุดประกอบธุรกิจตั้งแต่ ก.พ.68 เนื่องจากขาดสภาพคล่องและมีคดีความ ทำให้ไม่สามารถยืนยันมูลค่าที่เหมาะสมของเงินลงทุนได้
2.บมจ.จักรไพศาล เอสเตท (JAK) : มีข้อพิพาททางกฎหมายกับ บริษัท เอ็ม.ที.เอส พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (JAK ถือหุ้น 40% คิดเป็น 16% ของสินทรัพย์รวมของ JAK) ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินที่ตรวจสอบแล้วได้ ส่งผลให้ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของส่วนแบ่งขาดทุนและมูลค่าเงินลงทุนสุทธิในงบรวมได้
3.บมจ.เน็ตเบย์ (NETBAY) : ถูกฟ้องร้องเรียกค่าใช้จ่ายเชื่อมต่อระบบ NSW ย้อนหลัง ซึ่งคดียังไม่สิ้นสุดและมีความไม่แน่นอนสูง จึงยังไม่ได้บันทึกหนี้สินนี้ไว้ในงบการเงิน
4.บมจ.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ (TRU) : ไม่สามารถหาหลักฐานตรวจสอบมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วม 3 แห่ง เนื่องจากไม่ได้รับงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบของบริษัทเหล่านั้น
14 บจ. ผู้สอบบัญชี “มีเงื่อนไขและมีข้อสังเกต” ในงบการเงินปี 68 ประกอบด้วย

1.บมจ.แอดวานซ์ คอนเนคชั่น คอร์ปอเรชั่น (ACC) : การฟ้องร้อง “เพิ่มทุนไม่สมบูรณ์” และการสูญเสียอำนาจควบคุมในบริษัทย่อย ขณะเดียวกันมีประเด็นเรื่องการจัดประเภทเงินลงทุนใหม่เป็นสินทรัพย์ที่มีข้อพิพาททางกฎหมาย ซึ่งมีความไม่แน่นอนของผลคดีที่อาจกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ
2.บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) : ความไม่แน่นอนของยอดสำรองความเสียหายคดี “โครงการแอชตัน อโศก” ซึ่งยังไม่สิ้นสุด รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการดำรงอัตราส่วนทางการเงินตามข้อกำหนดของสิทธิและหน้าที่ของผู้ออกหุ้นกู้ (Financial Covenants) ซึ่งหากทำไม่ได้อาจถูกเรียกชำระหนี้คืนทันที
3.บมจ.อาควา คอร์เปอเรชั่น (AQUA) : การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก บมจ.ไทยพาร์เซิล (TPL) โดยใช้งบที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ขณะเดียวกันมีเรื่องการเข้าซื้อธุรกิจอาหารที่ยังอยู่ระหว่างการประเมินมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ที่ได้มา ซึ่งอาจมีการปรับปรุงตัวเลขบัญชีอย่างนัยสำคัญในอนาคต
4.บมจ.บี จิสติกส์ (B) : การหักกลบลบหนี้ค่าหุ้นกับบริษัทในเมียนมาที่อาจไม่สมบูรณ์ ขณะเดียวกันมีประเด็นการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยมที่ต้องพิจารณาอย่างมาก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจที่ส่งผลต่อกระแสเงินสด
5.บมจ.ซี.ไอ.กรุ๊ป (CIG) : เงินจ่ายล่วงหน้าค่าแพลตฟอร์มขนส่งมีปัญหาคู่สัญญาไม่ประกันกำไรตามเป้า และอุปกรณ์บางส่วนล้าสมัยจนใช้งานไม่ได้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างประเมินมูลค่าใหม่ ซึ่งอาจต้องตั้งสำรองด้อยค่าจำนวนมาก ขณะที่มีเรื่องความไม่แน่นอนอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินงานต่อเนื่องเนื่องจากมีผลขาดทุนสะสมสูง และมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน
6.บมจ.ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ กรุ๊ป (CWT) : คดีฟ้องร้องขอคืนหุ้นบริษัทย่อย “สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น” รวมถึงการประเมินการด้อยค่าของสินทรัพย์และค่าความนิยมในกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งต้องพึ่งพาสมมติฐานเกี่ยวกับประมาณการกระแสเงินสดในอนาคตที่มีความผันผวน
7.บมจ.กรีนเทค เวนเจอร์ส (GTV) : ความไม่แน่นอนของรายได้โรงไฟฟ้าเวียดนาม และเงินลงทุนอสังหาฯ กัมพูชา ขณะเดียวกันมีเรื่องการตั้งสำรองด้อยค่าค่าความนิยมในบริษัทย่อยต่างประเทศและการปรับปรุงรายการบัญชีในงวดก่อน
8.บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) : ขาดข้อมูลตรวจสอบเงินลงทุนโครงการบังกลาเทศ และความไม่แน่นนอนในการขอคืนเครดิตภาษีจากกรมสรรพากรจากการขายบริษัทย่อยในอินเดีย นอกจากนี้มีวิกฤตสภาพคล่องรุนแรง โดยมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนหนี้และการดำเนินงานต่อเนื่อง
9.บมจ.เอ็ม ดี เอ็กซ์ (MDX) : ตรวจสอบเงินลงทุนในการร่วมค้าไม่ได้ โดยมีการรับรู้หนี้สินในการร่วมค้าอ้างอิงจากงบการเงินที่จัดทำโดยผู้บริหารซึ่งยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทำให้ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของมูลค่าหนี้สินและส่วนแบ่งขาดทุนที่แท้จริงได้ ขณะเดียวกันยังมีคดีความทางกฎหมายที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่อดีต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในภายหน้า
10.บมจ.ไพร์ม โรด เพาเวอร์ (PRIME) : มีข้อพิพาทการขายหุ้นต่างประเทศ โดยมีคดีความในศาลต่างประเทศเกี่ยวกับการขายหุ้นบริษัทย่อยในไต้หวัน และลูกหนี้/เงินให้กู้ยืมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้สอบบัญชีไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันมูลค่าที่จะได้รับคืนได้ เนื่องจากผลคดียังไม่สิ้นสุด ขณะเดียวกันมีปัญหาเรื่องการผิดเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้และการขอเลื่อนวันชำระหนี้หุ้นกู้ รวมถึงสถานะหนี้สินหมุนเวียนที่มากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน
11.บมจ.พลัส เทค อินโนเวชั่น (PTECH) : ไม่สามารถตรวจสอบมูลค่าที่แท้จริงของ “ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ” ที่บริษัทจะได้รับโอนเพื่อชำระหนี้แทนเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับจาก “บริษัท เวนดิ้ง พลัส” เนื่องจากกระบวนการรับมอบยังไม่เสร็จสิ้นและยังไม่มีการประเมินมูลค่าที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่ารายการผลขาดทุนด้านเครดิตที่บันทึกไว้เพียงพอหรือไม่ ขณะเดียวกันมีปัญหาสภาพคล่องจากหนี้สินหมุนเวียนที่มากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน และความเสี่ยงจากการด้อยค่าของค่าความนิยม
12.บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) : ปัญหาลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์ที่ผิดนัดชำระจำนวน 479 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับรายการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติ (เคสหุ้น MORE) ในปี 2565 แม้ศาลแพ่งจะมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินที่อายัดไว้แก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหาย แต่คดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ ทำให้ผู้สอบบัญชีไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่า ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต ที่บริษัทตั้งไว้เพียง 14 ล้านบาทนั้นเพียงพอหรือไม่ หากผลคดีออกมาลบกว่าที่คาด สินทรัพย์ของบริษัทอาจลดลงและขาดทุนสะสมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
13.บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH) : ไม่สามารถตรวจสอบมูลค่าที่แท้จริงของ เงินลงทุนในบริษัทร่วมและเงินจ่ายล่วงหน้าในกัมพูชา เพราะบริษัทไม่ได้รับข้อมูลทางการเงินจากทางกัมพูชาเพื่อนำมาประเมินมูลค่ายุติธรรม จึงระบุไม่ได้ว่ายอดคงเหลือดังกล่าวต้องปรับปรุงมูลค่าเพิ่มหรือลดอีกหรือไม่ ขณะเดียวกันจะมีการขายเงินลงทุนในการร่วมค้าโดยให้สิทธิซื้อคืน (Option to Buy Back) ซึ่งทำให้บริษัทเสียอำนาจควบคุมและสิทธิบริหารทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อ โดยคงเหลือเพียง “สิทธิในการซื้อหุ้นคืน” ภายในระยะเวลา 1.5 – 3 ปี ซึ่งมีความเสี่ยงสูงหากบริษัทไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนคืนได้ตามกำหนด จะส่งผลให้สูญเสียสิทธิและผลประโยชน์ในโครงการนั้นไปอย่างถาวร นอกจากนี้มีความเสี่ยงเกี่ยวกับการด้อยค่าของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 56% ของสินทรัพย์รวม
14.บมจ.ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) : ไม่สามารถหาหลักฐานตรวจสอบเพื่อยืนยันมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมและเงินจ่ายล่วงหน้าในต่างประเทศ เพราะไม่ได้รับข้อมูลทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบและขาดการติดต่อจากบริษัทร่วม ทำให้ระบุไม่ได้ว่าต้องตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าเพิ่มเติมหรือไม่ ขณะเดียวกันมีความไม่แน่นอนในการดำเนินงานต่อเนื่อง โดยกลุ่มบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน มีผลขาดทุนสะสม และส่วนผู้ถือหุ้นในงบเฉพาะกิจการติดลบ นอกจากนี้ มีความเสี่ยงในบริษัทย่อยที่จะต้องขายเงินลงทุนโดยให้สิทธิซื้อคืน (Option to Buy Back) ซึ่งหากไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนคืนได้ภายใน 1.5 – 3 ปี จะสูญเสียสิทธิในทรัพย์สินและผลประโยชน์ทั้งหมดในโครงการนั้นไปทันที
4 บจ. ผู้สอบบัญชี “ไม่แสดงความเห็น” ในงบการเงินปี 68 ประกอบด้วย

1.บมจ. ทีทีซีแอล (TTCL) : ไม่สามารถหาหลักฐานตรวจสอบที่เพียงพอต่อความเชื่อมั่นในการดำเนินงานของบริษัท สาเหตุหลักจากวิกฤตสภาพคล่องและการผิดนัดชำระหนี้รุนแรง หลังจากบริษัทบอกเลิกสัญญาก่อสร้างโครงการใหญ่ 3 แห่งจนส่งผลให้ขาดเงินหมุนเวียน และถูกสถาบันการเงินเรียกคืนหนี้ทันที ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน มีขาดทุนสะสม และส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ ขณะที่ผู้สอบบัญชีไม่สามารถรับรองงบได้คือ การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ซึ่งผลสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งการเจรจากับเจ้าหนี้ การจัดหาเงินทุนใหม่ และผลของคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมากที่ยังไม่สิ้นสุด นอกจากนี้ยังมีไม่แน่นอนของมูลค่าลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์ตามสัญญาที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องเรียกเก็บเงิน ซึ่งหากกระบวนการฟื้นฟูกิจการไม่สำเร็จ ทรัพย์สินทั้งหมดอาจต้องถูกตีมูลค่าใหม่ตามเกณฑ์การเลิกกิจการซึ่งจะต่ำกว่ามูลค่าที่ปรากฏในงบปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
2.บมจ.ดับบลิว เอส โอ แอล (WSOL) : มีอุปสรรคในการหาหลักฐานที่เหมาะสม เพื่อยืนยันความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง โดยพบปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินขั้นวิกฤต ซึ่งบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน มีผลขาดทุนสะสม และส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ ขณะเดียวกันมีอุปสรรคในการตรวจสอบ การรับชำระหนี้ด้วยสินทรัพย์ จากบริษัทที่เคยเป็นบริษัทย่อย ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงทั้งในด้านมูลค่ายุติธรรมของเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่จะได้รับมอบและแผนการจำหน่ายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ โดยมี ข้อสังเกต เพิ่มเติมว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้และหุ้นกู้จนเกือบทั้งหมด ทำให้ความสำเร็จของแผนการฟื้นฟูกิจการขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกและการเจรจาที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้สอบบัญชีไม่สามารถระบุได้ว่าต้องปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินอย่างไรหากธุรกิจไม่สามารถไปต่อได้
3.บมจ. เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) : พบความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญหลายประการ ส่งผลกระทบสะสมต่อความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของกลุ่มบริษัท ผลประกอบการขาดทุน มีขาดทุนสะสมสูง หนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน และส่วนทุนติดลบ เป็นเหตุให้เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ หากไม่สามารถแก้ไขได้ตามกำหนด แม้บริษัทจะได้รับหนังสือผ่อนผันการดำรงอัตราส่วนหนี้สิน (Covenant) จากธนาคารแล้ว แต่ผู้สอบบัญชียังมีข้อสังเกตว่า แผนการฟื้นฟูสภาพคล่องของฝ่ายบริหาร ทั้งการประมูลงานใหม่ การเจรจายืดหนี้ และการขอขยายเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและมีความเกี่ยวพันกันอย่างมีนัยสำคัญ จนไม่สามารถสรุปได้ว่าสมมติฐานการจัดทำงบการเงินแบบดำเนินงานต่อเนื่องนั้นยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ หากมาตรการเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้
4.บมจ. ทีเอสอาร์ ลิฟวิ่ง โซลูชั่น (TSRL) : เข้าสู่ภาวะวิกฤตสภาพคล่องขั้นรุนแรง มีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน และส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ อุปสรรคสำคัญ คือ คดีฟ้องร้องจากอดีตบริษัทแม่ ส่งผลกระทบลูกโซ่ให้เจ้าหนี้สถาบันการเงินอื่นมีสิทธิเรียกคืนหนี้ทันที นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบความมีอยู่จริงของตู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ตรวจนับได้ และความไม่แน่นอนของมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย โดยมี ข้อสังเกต ร้ายแรงเรื่องการนำสินทรัพย์ไปค้ำประกันให้บุคคลที่เกี่ยวโยงกันผิดเกณฑ์ ก.ล.ต. และการใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งทำให้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องมีความเสี่ยงสูงมาก
นักวิเคราะห์แนะหลีกเลี่ยง
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้นกลุ่มนี้ควร “หลีกเลี่ยง” การลงทุนไปก่อน เพราะมีสัญญาณเตือนความเสี่ยงเกี่ยวกับงบการเงิน
“การลงความเห็นในงบการเงินแบบนั้น เป็นเพราะผู้สอบบัญชีมีความตื่นตัวมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นการบันทึกงบการเงินที่ดีมากจนเกินไป ซึ่งในระยะถัดไปอาจถูกสั่งให้แก้ไข และท้ายที่สุดตัวเลขอาจจะต้องปรับลงมาด้วย ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง จากเคสที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น STARK หรือ JKN เป็นต้น จึงทำให้ผู้สอบบัญชีต้องเข้มงวดเพื่อปกป้องตัวเองมากขึ้นด้วย”
กรณีหลายบริษัทที่ผู้สอบบัญชีมีเงื่อนไขหรือข้อสังเกตในงบการเงินหลายงวดติดต่อกัน ถือว่าปกติ หากมีข้อมูลที่ไม่สิ้นสงสัย ซึ่งปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีจดหมายเตือนไปยังบริษัทดังกล่าวให้ชี้แจงต่อประเด็นที่สงสัย หากชี้แจงได้ ก็อาจจะไม่มีนัยหรือประเด็นอะไร
เช่นเดียวกับ “ณรงค์เดช จันทรไพศาล” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า เสริมว่า ตามหลักการลงทุน หุ้นที่ถูกเตือนมาโดยผู้สอบบัญชี ไม่ควรเข้าไปลงทุนโดยเด็ดขาด เพราะถือเป็นสัญญาณเตือนให้เห็นแล้วว่ามีบางอย่างที่ไม่เคลียร์ 100% ในงบการเงิน ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิด 100% ซึ่งต้องชี้แจงหรือแก้ไขกันต่อไป
“ปกติการลงความเห็นของผู้สอบบัญชี ต้องไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หากมีหมายความว่าเกิดความไม่แน่ใจหรือไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลบางอย่างได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้น ๆ จะผิด 100% แล้วนะ ต้องไปดูว่าสินทรัพย์ตัวไหนที่ผู้สอบบัญชีมีเงื่อนไข ถ้ามีขนาดที่ใหญ่เมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัทจึงถือว่ามีความเสี่ยงที่สูง แต่มูลค่าของสินทรัพย์นั้นไม่ได้สูงมากนัก อาจจะไม่ได้มีนัยยสำคัญต่องบการเงินก็ได้เหมือนกัน
แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์การนำข้อมูลมาประเมิน หากผู้สอบบัญชีมีเงื่อนไขต่อสินทรัพย์ใด ๆ นักวิเคราะห์จะไม่นำสินทรัพย์นั้นมาตีมูลค่ารวมไปด้วย เพราะถือว่าไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้”
Related Topics
Editing by

Sarapong Nuntivong
Senior News Editor, efinanceThai











