พ.ร.ก.กู้เงินรอบใหม่ กับโจทย์ใหญ่ที่อาจหนักกว่ายุคโควิด

efinAI
การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลรอบนี้ ถือเป็นมาตรการที่พอมีเหตุผลรองรับ หากมองจากบริบทเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความเสี่ยงซ้อนกัน ทั้งค่าครองชีพสูง วิกฤตพลังงาน และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก โดยรัฐบาลระบุว่าเงินกู้จะแบ่งใช้ใน 2 แผนหลัก คือบรรเทาภาระประชาชน–ผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้าง/เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเตรียมเสนอสภาพิจารณาในวันที่ 14 พ.ค. 2569 นี้
” วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตโลกที่กระทบปากท้องประชาชน การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ก็เพื่อต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชน และมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะวิกฤตตะวันออกกลางกระทบทั้งโลก มีทั้งความรุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอก ” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงเหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน
นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังบอกว่าวิกกฤตครั้งนี้ ต่างจากอดีตที่รวดเร็วทีเดียวจบ เพราะคราวนี้มาเป็นระลอก คือ 1.วิกฤตสงคราม 2.วิกฤตสงครามน้ำมัน 3.วิกฤตต้นทุนสูงขึ้น 4.วิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ และ 5. วิกฤตกำลังซื้อหด ดังนั้นหากปล่อยจะยิ่งแก้ยาก จึงเป็นเหตุผลที่จำเป็นต้องออกพ.ร.ก.นี้
อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญจากนี้ก็คือเมื่อตัดสินใจกู้แล้วจะใช้เงินอย่างไรให้คุ้มค่า เพราะหากเงิน 4 แสนล้านบาท ที่แบ่งเป็นออกเป็น 2 ส่วน คืออุดหนุนค่าครองชีพระยะสั้น และเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ไม่สามารถตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจได้ดีพอ
คำถามก็จะย้อนกลับมาที่รัฐบาลว่ากู้ทำไมให้กลายเป็นภาระในอนาคต แต่หากในมุมกลับกัน การใช้เงิน 4 แสนล้านบาท สามารถนำไปใช้ลดต้นทุนพลังงาน ปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้า สนับสนุนภาคผลิต และช่วยกลุ่มเปราะบางแบบตรงจุด ก็จะมีโอกาสเป็นมาตรการกันชน ไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation ได้
และแน่นอนว่า ในเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลประเมินไว้แล้วว่า พ.ร.ก.กู้เงินรอบนี้จะช่วยดัน GDP ได้ประมาณ 0.8% ทำให้ปีนี้เศรษฐกิจโตเกิน 2% ได้ ขณะที่หนี้สาธารณะแม้จะขึ้นไปแตะระดับสูงสุดไม่เกิน 69% ของ GDP แต่ก็ยังอยู่ในกรอบ แม้อาจจะทำให้สถานะการคลังเสี่ยงขึ้นก็ตาม ดังนั้นความเหมาะสมของการกู้รอบนี้ จึงขึ้นอยู่กับวินัยการใช้เงิน ความโปร่งใส และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ก็ไม่ได้เลวร้ายจนรับไม่ได้
ส่วนเมื่อเทียบกับ พ.ร.ก.เงินกู้ช่วงโควิด วงเงิน 1 ล้านล้านบาท และ 5 แสนล้านบาทในอดีต ความแตกต่างสำคัญคือ รอบโควิดเป็นวิกฤตที่หยุดกิจกรรมเศรษฐกิจ ต้องใช้เงินเยียวยาและพยุงระบบโดยตรง แต่รอบนี้อาจต้องระมัดระวังมากกว่า เพราะเป็นวิกฤตต้นทุนและพลังงาน ซึ่งต้องใช้เงินแบบแม่นยำกว่า ซึ่งหากใช้ผิดทาง อาจไม่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ แต่กลับเพิ่มภาระดอกเบี้ยและหนี้ในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้รัฐยังเปราะบางและเศรษฐกิจไม่ได้โตแรง
มองเป็นกลาง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าใช้เป็นเครื่องมือรับมือวิกฤติรอบใหม่ได้ถูกทาง แต่จะน่ากลัว และอันตราย หากถูกใช้เป็นงบฉุกเฉินแบบหว่านแห่โดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน และที่สำคัญรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า เงินทุกบาทจะลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถเศรษฐกิจ หรือสร้างรายได้กลับคืนประเทศอย่างไร เพราะในวันที่ประเทศมีหนี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ การกู้เงินไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่การกู้โดยไม่สร้างภาระเพิ่มในอนาคต เพราะนั่นคือความเสี่ยงที่แพงที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทย
Reported by

Chutima Apichaisuksakul
Senior Reporter, efinanceThai

