เมื่อเกมมหาอำนาจเปลี่ยน สู่ยุค พักรบเชิงยุทธศาสตร์

รูป เมื่อเกมมหาอำนาจเปลี่ยน สู่ยุค พักรบเชิงยุทธศาสตร์

efinAI


การพบปะครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 อาจจะถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของโลกเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการกำหนดสถานะใหม่ หลังจาก 2 มหาอำนาจผู้นำโลก เห็นพ้องที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในเชิงสร้างสรรค์ และความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์

โดยสี จิ้นผิง กล่าวว่า จีนจะยึดถือเอากรอบการทำงานนี้เป็นแนวทางหลักสำหรับ 3 ปีข้างหน้าและต่อจากนั้น ซึ่งจุดยืนนี้จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศร่วมมือและแข่งขันอย่างมีขอบเขต พร้อมกับความแตกต่างที่สามารถควบคุมได้ โดยย้ำว่ากรอบการทำงานนี้จะต้องนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่งน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีขึ้น และทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ ดูเหมือนจะบรรเทา เบาบางลง โดย สี จิ้นผิง กล่าวกับตัวแทนภาคธุรกิจที่เดินทางไปกับทรัมป์ เช่น อีลอน มัสก์ จาก Tesla, ทิม คุก จาก Apple, เคลลี ออร์ตเบิร์ก จาก Boeing และ เจนเซน ฮวง จาก Nvidia โดยระบุว่า “ประตูของจีนที่เปิดสู่ภายนอกจะเปิดกว้างมากขึ้น”

ขณะที่ท่าทีของทรัมป์ในรอบนี้ แตกต่างจากครั้งแรกที่พบกันเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2017 (พ.ศ. 2560) หลังจากที่ทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก อย่างเช่น การพาคณะนักธุรกิจระดับโลกไปด้วย สะท้อนว่าทรัมป์มองจีนเป็นคู่ค้าที่ต้องต่อรอง มากกว่า ศัตรูที่ต้องทำลาย ส่วนจีนก็ยอมเปิดตลาดมากขึ้น และรักษาสัญญาซื้อสินค้าเกษตร-พลังงาน เพื่อแลกกับการต้องทำสงครามการค้า เพราะในมุมของสหรัฐฯ พวกเขาก็หวังที่จะการลดตัวเลขขาดดุลการค้า และแน่นอนคือการการขอความร่วมมือเรื่องวิกฤตพลังงานโลก โดยเฉพาะการเห็นพ้องต้องกัน ในประเด็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้เส้นทางการขนส่งพลังงานกลับปกติอีกครั้ง

ส่วนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาวิฤตตะวันออกกลาง จีนน่าจะเข้ามามีบทบาทในการเจรจามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งบทสรุปครั้งนี้ เชื่อว่าท่าทีของจีนและสหรัฐฯ ผ่อนปรนลงไป แม้ทั้ง 2 ประเทศอาจจะยังมีการแข่งขันในเชิงยุทธศาสตร์อยู่ แต่หลังจากนี้ทั้งจีน และสหรัฐฯ อาจจะร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อความอยู่รอด

ท้ายที่สุดในมุมของการลงทุน แม้บรรยากาศที่ปักกิ่งจะส่งสัญญาณบวกที่ช่วยลดความผันผวนของตลาดทุนทั่วโลก แต่ความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ก็ยังคงมีความเปราะบางสูง และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงท่าทีได้ตลอดเวลาเช่นกัน หากยังไม่สามารถการันตีเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ โดยเฉพาะโดนัลด์ ทรัมป์ โลกหลังจากนี้จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะในเกมการเมืองระดับโลกสิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่คิดเสมอไป และเราอาจต้องเตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

Related Topics

Reported by

Chutima Apichaisuksakul

Chutima Apichaisuksakul

Senior Reporter, efinanceThai