| พาณิชย์ เผยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เม.ย. 69 อยู่ที่ 2.89% สูงกว่าตลาดคาด 2.2% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง-ต้นทุนสินค้าเพิ่ม คาดทั้งปีมอง 1.5-2.5% ยันไทยยังไม่เกิด Stagflation นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย. 2569 อยู่ที่ 2.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงสุดในรอบ 38 เดือน และสูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 2.2% เป็นผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งราคาอาหารพร้อมทานสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น 2.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น 243 รายการ และลดลง 125 รายการ ขณะที่ 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) ปรับสูงขึ้น 0.32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เงินเฟ้อพื้นฐานในเดือน เม.ย. อยู่ที่ 0.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.41% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. ที่ติดลบ 0.12% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย ในเดือน มี.ค. ลดลง 0.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยอยู่ระดับต่ำอันดับที่ 9 จาก 140 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนจาก 9 ประเทศ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ค. คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้ 1.ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวระดับสูง จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงยืดเยื้อ 2.ราคาอาหารสำเร็จรูป ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น ตามที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาจำหน่าย หลังจากได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นในหลายด้าน 3.ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น 4.ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าโดยสารรถประจำทาง และค่าโดยสารเครื่องบินเส้นทางภายในประเทศ และระหว่างประเทซ จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง 5.แรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่ม สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ด้านปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้เงินเฟ้อปรับลดลง คือ 1.ภาครับดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ 2.ค่ากระแสไฟฟ้าในเดือน พ.ค. ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ในเดือน มิ.ย. ปีนี้ จะมีมาตรการรช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีการปรับโครงสร้างค่ากระแสไฟฟ้า 200 หน่วยแรก 3.ราคาผลไม้สดที่สำคัญ ในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ คาดการณ์เงินเฟ้อ 2 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1. คาดทั้งปีเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5-2.5% ภายใต้สมมติฐานจีดีพีขยายตัว 1.5-2.5% และราคาน้ำมันสูงขึ้น 2 เดือน โดยคาดว่าเดือนที่ 4-5 ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้นอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีที่ 33.90 บาท ค่าไฟเฉลี่ยทั้งปีที่ 3.90 บาทต่อหน่วย กรณีที่ 2.คาดเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5-3.5% ภายใต้ราคาน้ำมันสูง 3 เดือน โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในเดือนที่ 4-5 จะอยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้นอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีที่ 35.78 บาทต่อลิตร ค่าไฟ 3.93 บาทต่อหน่วย สำหรับในไตรมาสแรก เงินเฟ้อติดลบ 0.54% โดยยังไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ขณะที่ไตรมาส 2 ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.67% ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 2.24% และไตรมาสสุดท้ายที่ 2.48% “เดือน พ.ค. นี้ ประเมินว่า เงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.06% โดยหลักมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ค่าพลังงาน และต้นทุนการส่งผ่านที่เริ่มอั้นไม่ไหว และส่งผ่านต้นทุนมายังปลายทาง ทั้งค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบ ส่วนเดือน ต.ค.จากฐานที่ต่ำ ส่งผลให้ประเมินเงินเฟ้อจะอยู่ที่ประมาณ 4.05% สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่ประเมินนั้น ได้รวมประเมินมาตรการภาครัฐที่จะออกมาในระยะข้างหน้าแล้ว”นายนันทพงษ์ กล่าว ส่วนเศรษฐกิจไทยนั้น ยืนยันว่ายังไม่เกิด stagflation แต่เป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำ และเงินเฟ้อสูง โดยองค์ประกอบของ stagflation คือ เศรษฐกิจหยุดชะงัก จีดีพีเติบโตต่ำ หรือหดตัวเป็นเวลานาน เงินเฟ้อสูง โดยราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจ้างงานลดลง |