22 Apr 2026 15:38ตามคาด! แบงก์ชาติอินโดฯ คงดอกเบี้ยที่ 4.75% รักษาสมดุลศก.-พยุงค่าเงินตามคาด! แบงก์ชาติอินโดฯ คงดอกเบี้ยที่ 4.75% รักษาสมดุลศก.-พยุงค่าเงินTranslatestar_borderModal Upgrade PackageefinAI สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 เม.ย. 69 8:38: น. ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 4.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 7 เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่กำลังอ่อนค่าอย่างหนัก กับการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมติครั้งนี้เป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 39 รายจากการสำรวจโดยบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ โดยเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2025 การตัดสินใจครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนของธนาคารกลางที่มุ่งเน้นเสถียรภาพของตลาดเป็นสำคัญ และเลือกที่จะไม่ดำเนินนโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยตามธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกภายหลังการประกาศ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี และตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังคงอยู่ในแดนลบ ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ยังคงเผชิญแรงกดดันนายเพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย ระบุว่านโยบายของทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางจำเป็นต้องประสานกันให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ พร้อมให้คำมั่นว่าจะยกระดับการแทรกแซงค่าเงินทั้งในและต่างประเทศเพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งเขามองว่าควรจะมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นนายวาร์จิโยกล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตาว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกให้แย่ลง และทำให้โอกาสที่จะเห็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลกนั้นแคบลง นอกจากนี้เขายังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะภาวะที่นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินทุนไหลออกไปยังตลาดที่มั่นคงกว่า ประกอบกับการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงค่าเงินรูเปียห์ที่มา Bloomberg efinAIRelated Topicsดอกเบี้ยธนาคารกลางอินโดBIReported byefin Reporter
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 เม.ย. 69 8:38: น. ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 4.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 7 เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่กำลังอ่อนค่าอย่างหนัก กับการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมติครั้งนี้เป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 39 รายจากการสำรวจโดยบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ โดยเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2025 การตัดสินใจครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนของธนาคารกลางที่มุ่งเน้นเสถียรภาพของตลาดเป็นสำคัญ และเลือกที่จะไม่ดำเนินนโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยตามธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกภายหลังการประกาศ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี และตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังคงอยู่ในแดนลบ ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ยังคงเผชิญแรงกดดันนายเพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย ระบุว่านโยบายของทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางจำเป็นต้องประสานกันให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ พร้อมให้คำมั่นว่าจะยกระดับการแทรกแซงค่าเงินทั้งในและต่างประเทศเพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งเขามองว่าควรจะมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นนายวาร์จิโยกล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตาว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกให้แย่ลง และทำให้โอกาสที่จะเห็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลกนั้นแคบลง นอกจากนี้เขายังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะภาวะที่นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินทุนไหลออกไปยังตลาดที่มั่นคงกว่า ประกอบกับการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงค่าเงินรูเปียห์ที่มา Bloomberg
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 4.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 7 เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่กำลังอ่อนค่าอย่างหนัก กับการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมติครั้งนี้เป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 39 รายจากการสำรวจโดยบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ โดยเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2025 การตัดสินใจครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนของธนาคารกลางที่มุ่งเน้นเสถียรภาพของตลาดเป็นสำคัญ และเลือกที่จะไม่ดำเนินนโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยตามธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกภายหลังการประกาศ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี และตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังคงอยู่ในแดนลบ ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ยังคงเผชิญแรงกดดันนายเพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย ระบุว่านโยบายของทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางจำเป็นต้องประสานกันให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ พร้อมให้คำมั่นว่าจะยกระดับการแทรกแซงค่าเงินทั้งในและต่างประเทศเพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งเขามองว่าควรจะมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นนายวาร์จิโยกล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตาว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกให้แย่ลง และทำให้โอกาสที่จะเห็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลกนั้นแคบลง นอกจากนี้เขายังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะภาวะที่นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินทุนไหลออกไปยังตลาดที่มั่นคงกว่า ประกอบกับการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงค่าเงินรูเปียห์ที่มา Bloomberg