Krungthai CIO มองหุ้นโลกนิวไฮ รับแรงหนุนกลุ่มเทคฯ แนะกลยุทธ์ “Buy on Dip” รับตลาดผันผวน

รูป Krungthai CIO มองหุ้นโลกนิวไฮ รับแรงหนุนกลุ่มเทคฯ แนะกลยุทธ์ “Buy on Dip” รับตลาดผันผวน

efinAI


Krungthai CIO มองตลาดการเงินโลกยังมีแรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยี แม้ดัชนีหุ้นสำคัญทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง แต่ยังต้องระวังแรงกดดันจากนโยบายการเงินสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แนะใช้กลยุทธ์ Selective และ “Buy on Dip” พร้อมเพิ่มทองคำในพอร์ต เพื่อกระจายความเสี่ยง

 ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 5 - 8 พฤษภาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นหลักทั่วโลกยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time High) โดยได้แรงหนุนหลักจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง

ยังคงแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์แบบคัดเลือกสินทรัพย์ (Selective) และทยอยสะสมเมื่อราคาปรับฐาน (Buy on Dip) เพื่อสร้างส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ให้กับพอร์ตการลงทุน ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด (Hawkish Hold) และสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจกดดันบรรยากาศการลงทุน

สัปดาห์นี้ การคัดเลือกสินทรัพย์รายกลุ่ม Krungthai CIO แนะนำกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว ได้แก่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และกลุ่มพลังงานแห่งอนาคต เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่เพิ่มขึ้น

และมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มคุณภาพที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และกลุ่ม Healthcare ซึ่งช่วยเสริมสถียรภาพให้พอร์ตการลงทุน รวมถึง ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อนโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลใหม่ และแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ เช่น REITs ไทย และการถือครองทองคำในสัดส่วนร้อยละ 5–10 ของพอร์ต เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะและความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งการจ้างงานนอกภาคเกษตรและดัชนีภาคบริการประเทศหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ FED รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกระทบราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลก และยังต้องติดตามวาระการดำรงตำแหน่งของประธาน FED ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม รวมถึงการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทยประจำเดือนเมษายน ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะถัดไป


Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai