บอนด์ยีลด์อังกฤษพุ่งสูงสุดรอบ 30 ปี หลังนลท.กระหน่ำขาย-หวั่นเสถียรภาพรัฐบาล

รูป บอนด์ยีลด์อังกฤษพุ่งสูงสุดรอบ 30 ปี หลังนลท.กระหน่ำขาย-หวั่นเสถียรภาพรัฐบาล

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 69 16:40 น.


พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นทะลุ 5.8% เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี Keir Starmer หลังพรรค Labour พ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งท้องถิ่น และทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อทิศทางนโยบายการคลังของอังกฤษมากขึ้น

แรงขายในตลาดพันธบัตรครั้งนี้สะท้อนมุมมองว่าความเสี่ยงด้านการเมืองอาจกดดันกรอบวินัยการคลังของรัฐบาลอังกฤษ โดยเฉพาะหากแรงต้านภายในพรรค Labour ทำให้กติกาการกู้ยืมผ่อนคลายลง หรือมีแนวโน้มขยับไปสู่แนวนโยบายซ้ายมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความกังวลต่อฐานะการคลังและภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

ต้นทุนกู้ยืมของรัฐเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

กติกาการคลังของ Starmer และ Rachel Reeves รัฐมนตรีคลัง ตั้งเป้าให้รายจ่ายประจำวันสอดคล้องกับรายได้จากภาษี และให้การกู้ยืมถูกใช้เฉพาะเพื่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่ตลาดยังมีภาพจำจากวิกฤตพันธบัตรในยุค Liz Truss ซึ่งเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อค่าเงินปอนด์และความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอย่างรุนแรง

เมื่อยีลด์พันธบัตรสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย และทำให้พื้นที่ทางการคลังแคบลง สำนักงานงบประมาณของอังกฤษประเมินว่าปีงบประมาณล่าสุด รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้ราว 100,000 ล้านปอนด์ ซึ่งใกล้เคียงกับงบการศึกษารายปีของประเทศ ภาพดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่าภาระดอกเบี้ยกำลังกดดันงบประมาณสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูง และแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ล้วนเป็นปัจจัยซ้ำเติมแนวโน้มยีลด์ของพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษให้ทรงตัวในระดับสูงต่อไปได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าความเสี่ยงทางการเมืองจะคลี่คลายลงอย่างไร

ผลกระทบลุกลามสู่หุ้นโลกและตลาดการเงินไทย

แรงสั่นสะเทือนจากตลาดพันธบัตรอังกฤษไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดตราสารหนี้เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ ตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ซึ่งมักถูกกดดันเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนแบบหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอาจช่วยหนุนสินทรัพย์ปลอดภัยให้ได้รับความสนใจมากขึ้น

สำหรับตลาดไทย ความผันผวนของบอนด์ยีลด์ในประเทศพัฒนาแล้วอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ความเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดใหญ่ และกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาวะที่นักลงทุนต่างชาติอาจปรับพอร์ตสู่สินทรัพย์เสี่ยงต่ำมากขึ้น นอกจากนี้ สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอย่าง ทองคำ อาจกลับมาเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นหากความไม่แน่นอนทางการเมืองและอัตราดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในระดับสูง

โดยสรุป การเทขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษครั้งนี้สะท้อนการผสมกันของแรงกดดันทางการเมือง นโยบายการคลัง และภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว ซึ่งอาจทำให้ตลาดพันธบัตรยังผันผวนต่อเนื่อง และสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในระยะถัดไป


Related Topics

Reported by

efin Reporter

efin Reporter