| CPF คาดสงครามตะวันออกกลางกระทบต้นทุนขนส่งเล็กน้อย เหตุส่งออกสินค้าไปประเทศสู่รบไม่มาก แย้มการค้าโลกกลับไปเป็นเหมือนเดิมยาก หลังความไม่แน่นอนสูง เร่งปรับกลยุทธ์เพิ่มปริมาณผลิตเนื้อไก่ส่งออก รองรับดีมานด์เติบโตมากขึ้น พร้อมใช้ AI ควบคุมคุณภาพการผลิตและลดต้นทุนมากขึ้น นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยภายในงาน "THAIFEX-Anuga Asia 2026" โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางหลักๆมองว่าเป็นเรื่องค่าขนส่งสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากประเทศที่บริษัทส่งสินค้าไปขายไม่ได้อยู่แถวพื้นที่มีการสู้รบกันมากนัก จึงทำให้เกิดผลกระทบค่อนข้างน้อย แม้ตลาดที่บริษัทเน้นส่งออกไปอย่างประเทศอังกฤษและญี่ปุ่นอาจมีค่าใช้จ่ายด้านขนส่งที่เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ได้หนักมาก รวมถึงสถานการณ์โดยรวมเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังการสู้รบระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านดูเบาบางลง จึงคาดหวังราคาน้ำมันจะทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้จากสถานการณ์ดังกล่าวมองว่าโลกคงยากหากจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะยังคงอยู่ในช่วงใหญ่ๆอีกซักพัก ซึ่งเป็นความเสี่ยงของคนทำธุรกิจและผู้บริโภค โดยมีความเชื่อมั่นว่าทุกประเทศตอนนี้เปลี่ยนวิธีคิดพอสมควร จากเดิมที่เชื่อเรื่องการค้าเสรี (Free Trade) ทั่วโลก ซึ่งแนวคิดนี้คาดว่าจะหายไปภายในระยะเวลาอย่างน้อยกว่า 10-20 ปี กว่าโลกจะกลับมาคิดเรื่องการค้าเสรีเหมือนเดิม ขณะที่หลายประเทศเริ่มคิดถึงความมั่นคงทางด้านอาหารมากขึ้นและหากประเทศไหนทำด้วยตัวเองไม่ได้ก็ต้องพาพันธมิตรที่ไว้ใจได้มาร่วมลงทุน ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมแม้จะมีน้ำหนักลดลงไป แต่ประเทศอื่นๆโดยเฉพาะในยุโรปยังคงไว้เหมือนเดิม แต่อาจมีขยับช่วงเวลาบ้างจากการเกิดวิกฤตต่างๆ บริษัทมีแผนเพิ่มปริมาณการผลิตเนื้อไก่เพื่อการส่งออกมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเนื้อไก่มีแนวโน้มการเติบโตมากยิ่งขึ้น ทำให้ในปัจจุบันปริมาณการผลิตเนื้อไก่ในการส่งออกอาจไม่เพียงพอในบางช่วง ส่วนเรื่องการบริหารจัดการภายในบริษัทเน้นจะทำอย่างไรให้การผลิตแบบ Automatic ดีมากขึ้น ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลทั้งในฟาร์มและระบบการผลิตทั้งหมด รวมถึงทำยังไงให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นตั้งแต่จุดเริ่มต้นเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลงมา แต่สิ่งที่เป็น Quick Win มากที่สุดคืการใช้กล้อง AI ในการตรวจสอบกระบวนการผลิต จากเดิมที่ใช้คนสุ่มตรวจสินค้าที่ผลิต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของลูกค้าในการกินอาหารและของบริษัท นอกจากนี้เชื่อว่าในอนาคต AI จะสามารถช่วยการดำเนินธุรกิจได้จำนวนมาก โดยปัจจุบันบริษัทมีพนักงานด้าน AI จำนวน 100 กว่ารายแล้ว ด้านธุรกิจในประเทศกัมพูชา เนื่องจากบริษัทมีธุรกิจอยู่ที่กังพูชานานแล้วกว่า 30 ปี ซึ่งการผลิตใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นและขายในประเทศเขาเป็นหลัก โดยสินค้าที่ผลิตมีความจำเป็น ซึ่งรัฐบาลเขาให้คอนเซ็ปว่าถ้าของนั้นไม่ได้นำเข้ามาจากประเทศไทย ถือว่าเป็นสินค้าของประเทศเขาได้ อย่างไรก็ตามก็มีผลกระทบบ้างในการขายของ ซึ่งอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนจากแบรนด์ซีพีเป็นแบรนด์ท้องถิ่นขึ้นมา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปลี่ยนเป็นแบรนด์ท้องถิ่น สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุดที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.ฟิลลิป, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์ ปัจจัยบวก แนวโน้มกำไรผ่านจุดต่ำสุดและเข้าสู่รอบฟื้นตัวชัดเจนในครึ่งปีหลัง: ผลการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน Q1/69 และกำลังเข้าสู่รอบการฟื้นตัวของกำไร (Earnings Recovery Cycle) โดยใน Q2/69 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง QoQ จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการส่งออกและราคาขายสุกรที่เริ่มกระเตื้องขึ้น ก่อนจะเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนใน Q3/69 และช่วงครึ่งปีหลัง (บล.ฟิลลิป, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) อุปทานเนื้อหมูลดลงหนุนราคาฟื้นตัวทั้งในไทยและต่างประเทศ: คาดว่าราคาเนื้อสัตว์ในช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากซัพพลายหมูเริ่มตึงตัว โดยเกษตรกรรายย่อยในไทยและต่างประเทศลดปริมาณแม่พันธุ์ลงจากความกังวลเรื่องโรคระบาด ประกอบกับรัฐบาลจีนมีนโยบายมุ่งลดปริมาณแม่พันธุ์สุกรเหลือ 39 ล้านตัวเพื่อแก้ปัญหาอุปทานล้นตลาด ขณะที่ราคาหมูในเวียดนามยังสามารถรักษาระดับสูงไว้ได้ต่อเนื่อง (บล.ฟิลลิป, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ลิเบอเรเตอร์) ตลาดส่งออกไก่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง: ปริมาณและทิศทางการส่งออกไก่เนื้อไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปและประเทศญี่ปุ่นยังคงมีความแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนการเติบโต (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) มีสต็อกวัตถุดิบรักษาระดับต้นทุนและแผนใช้วัตถุดิบทดแทน: แม้แนวโน้มราคาอาหารสัตว์จะปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสถัดไป แต่บริษัทได้เตรียมพร้อมรองรับความเสี่ยงดังกล่าว โดยมีวัตถุดิบหลักในสต็อกยาวนานราว 100 วัน พร้อมทั้งมีแผนบริหารจัดการปรับเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น รำข้าวและข้าวสาลี เพื่อควบคุมต้นทุน (บล.ฟิลลิป) การควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเริ่มเห็นผล: บริษัทมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจสัตว์น้ำ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นใน Q1/69 ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 15.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q4/68) ที่ 12.7% นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง 10% YoY จากการปรับโครงสร้างหนี้ (บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์) ผลประกอบการ Q1/69 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์: กำไรหลักใน Q1/69 ฟื้นตัวขึ้นอย่างรุนแรง QoQ จากราคาหมูในเวียดนามที่ปรับขึ้น 33% QoQ และราคาไก่เนื้อในไทยเพิ่มขึ้น 9% QoQ ซึ่งภาพรวมกำไรสุทธิที่ออกมา 4,878 ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 14% (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์) ปัจจัยลบ ผลการดำเนินงาน Q1/69 ยังหดตัวแรงเมื่อเทียบกับปีก่อน: กำไรสุทธิใน Q1/69 อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท หดตัวลงถึง 43% YoY ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท ลดลง 50% YoY โดยถูกกดดันจากราคาสุกรในประเทศไทยที่ปรับฐานลดลงถึง 25 - 26% YoY ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์) ความท้าทายจากต้นทุนอาหารสัตว์และค่าระวางเรือที่จ่อปรับตัวสูงขึ้น: เริ่มเห็นสัญญาณต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นใน Q2/69 - Q3/69 โดยคาดว่าราคาข้าวโพดในประเทศมีโอกาสขยับขึ้นไปอยู่ที่ 12.00 - 12.50 บาท/กก. (จาก 9.9 บาท/กก. ใน Q1/69) เนื่องจากปริมาณข้าวโพดตามแนวชายแดนลดลง รวมทั้งยังมีแรงกดดันจากค่าระวางเรือ (Freight) ที่สูงขึ้นตามปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกดดันให้อัตรากำไร (Margin) ในอนาคตกระเตื้องได้ไม่มากนัก (บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์) ตลาดในประเทศจีนยังคงถูกกดดันจากภาวะอุปทานล้นตลาด: ใน Q1/69 รายได้จากประเทศจีนหดตัวลง 18% YoY ตามการชะลอตัวของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในท้องถิ่นและราคาหมูจีนที่ดิ่งลงแรง 23% YoY อยู่ที่ 12.4 หยวน/กก. ส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมของ CPF ลดลงถึง 60% YoY เนื่องจากตลาดยังเผชิญภาวะซัพพลายส่วนเกินในปัจจุบัน (บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์) ราคาเนื้อสัตว์ในประเทศยังผันผวนและกำลังซื้ออ่อนแอ: ราคาหมูในไทยหลังฟื้นตัวในเดือน เม.ย. ที่ 68 บาท/กก. เริ่มอ่อนตัวลงอีกครั้งในเดือน พ.ค. มาอยู่ที่ 65 บาท/กก. โดยคาดว่าช่วงที่เหลือของครึ่งปีแรกราคาจะยังทรงตัวหรืออ่อนแอ จากผลกระทบของกำลังซื้อและอุปสงค์ที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงความกังวลเรื่องโรคระบาดที่ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยเร่งเทขายสุกร (บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์) ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน: ภาพรวมการดำเนินงานในปี 2569 ยังคงมีความท้าทายสูงและต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง (บล.ลิเบอเรเตอร์) ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น CPF เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |