บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 09/04/69

รูป บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 09/04/69

efinAI


Daily Focusจับตาพัฒนาการและการเจรจาสงครามพรุ่งนี้
ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นทั่วโลก ปิดบวก 20.60 จุด ที่ระดับ 1,485.03 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.7 หมื่นลบ. ได้อานิสงส์จากพัฒนาการเชิงบวกของสงครามที่มีการหยุดยิงชั่วคราว 14 วัน สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 597 ลบ.และ 2.7 พันลบ. ตามลำดับ (แต่ต่างชาติพลิกมา Short สุทธิ Index Futures 7.3 พันสัญญา)


แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,475-1,495 จุด ชะลอความร้อนแรงลงหลังจากตอบรับเชิงบวกจากการรับข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ไปแล้ววานนี้ ขณะที่ล่าสุดมีข่าวว่าอิหร่านระบุว่าสหรัฐฯละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซล่าสุดวานนี้มีเรือแล่นผ่านเพียง 1 ลำ สะท้อนว่าสถานการณ์ยังไม่แน่นอนและชัดเจน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับขึ้นราว 2.5% โดย Brent ฟื้นตัวสู่ระดับ US$97 ต่อบาร์เรล และส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงเช้านี้เริ่มเคลื่อนไหวชะลอตัวเล็กน้อย โดยปัจจัยสำคัญคือการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านวันพรุ่งนี้ที่ปากีสถานว่าจะมีสัญญาณเชิงบวกทางการทูตหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้นำทิศทางของดัชนี ส่วนปัจจัยในประเทศล่าสุดโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส2 คาดว่าจะเข้าครม.วันที่ 21 เม.ย. โดยเบื้องต้นจะเพิ่มจำนวนคนได้สิทธิ์และวงเงินมากขึ้น (เดิม 20 ล้านคน วงเงิน 2,000-2,400) คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคได้บางส่วนในภาวะราคาน้ำมันแพง ภาพรวมวันนี้เรามองกลุ่ม Defensive และ Consumer Staple จะเคลื่อนไหวได้แข็งแรงกว่าดัชนี


กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย


หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM


FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP


หุ้นเด่นวันนี้ : CPALLแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท


คาดกำไร 1Q26 ที่ 8.1 พันลบ. +7% y-y, +11% q-q หนุนจาก 7-11 ที่ยังเติบโตได้โตต่อเนื่องและ CPAXT ฟื้น โดย SSSG 7-11 คาด +1.3% y-y จากอากาศร้อนและสินค้าใหม่ ขณะที่ Gross Margin ยังทรงตัวสูง ส่วน SG&A/sales ยังควบคุมได้ดี


ภาพรวมปี 2026 คาดกำไรโต +6% y-y จาก SSSG และ GPM ฟื้น ธุรกิจมีความ resilient และเรามองว่าสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นได้ โดยปัจจุบันเทรด 2026PER ราว 14 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ 16-17 เท่า


แนวรับ 47-46.50//45 บาท แนวต้าน 48//49-49.50 บาท


Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าภูมิภาคสุทธิหนาแน่นถึง US$5,512 ล้าน ได้อานิสงส์จากการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน เม็ดเงินไหลเข้านำโดยไต้หวัน US$3,966 ล้าน ตามด้วยเกาหลีใต้ US$1,545 ล้าน ส่วนฝั่งอาเซียนไหลเข้าสูงสุดที่ไทย US$84 ล้าน ขณะที่เวียดนามไหลออก US$22 ล้าน แนวโน้มของกระแสคาดว่าชะลอการไหลเข้า โดยจับตาดูพัฒนาการของสงครามรวมถึงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในวันที่ 10 เม.ย.


ประเด็นสำคัญวันนี้ :(+) CPAXT เราคาดกำไร 1Q26 ที่ 2.6 พันลบ. -1% y-y, +2% q-q ฟื้นตัวเล็กน้อยจากฐานต่ำใน 4Q25 (ผลกระทบ IT Lotus) หนุนจากยอดขายที่กลับมาและการคุมต้นทุน ยอดขายรวมโต 4% y-y จาก SSS Makro +1.3% และ Lotus ทรงตัว โดย Mar-26 เด่นสุดจากแรงกักตุนสินค้า + สาขาใหม่ + lucky frozen GPM คาด 14.2% (vs 14.5% ใน 1Q25) อ่อนตัว y-y จาก product mix แต่ฟื้น q-q จากฐานต่ำ + reversal shrinkage บางส่วน SG&A/sales ลดลง คงคาดกำไรปี 2026 +10% y-y ราคาเป้าหมาย 17.50 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ” ระยะสั้นได้แรงหนุนจากการกักตุน + มาตรการกระตุ้น (คนละครึ่ง)


(0) BDMS เราคาดกำไรปกติ 1Q26 ที่ 3.89 พันลบ. -3% q-q, -10% y-y จากรายได้ชะลอตัว โดยรายได้คนไข้ชาวไทยทรงตัว y-y จากปัจจัยโรคระบาดฐานสูงเดือน ม.ค.-ก.พ. ปีก่อน และการรักษาโรคทั่วไปชะลอตัวในเดือน มี.ค. ขณะที่คนไข้ชาวต่างชาติได้รับผลระทบจากรายได้คนไข้กัมพูชาลดลง รวมถึงช่วงเดือนรอมฎอนเต็มไตรมาส และสถานการณ์ความไม่สงบกดดันรายได้จากคนไข้ตะวันออกกลาง (4% ของรายได้) ต้นทุนดาเนินงานและค่าเสื่อมราคาสูงขึ้นจากการเปิดโรงพยาบาลใหม่ปีก่อน แนวโน้มคนไข้ต่างชาติ 2Q26 ค่อยๆ ปรับดีขึ้น โดยคาดการฟื้นตัวชัดเจนขึ้นใน 2H26 จากอุปสงค์คงค้าง คงประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย 28.75 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”


(+) ตลาดดาวโจนส์ ปิดที่ 47,909.92 จุด เพิ่มขึ้น 1,325.46 จุด หรือ +2.85%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,782.81 จุด เพิ่มขึ้น 165.96 จุด หรือ +2.51% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,634.99 จุด เพิ่มขึ้น 617.14 จุด, +2.80% หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนบรรยากาศการซื้อขายในตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง


(+) ตลาดหุ้นยุโรปปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 3% หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ตกลงให้มีการหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์กับอิหร่าน ส่งผลให้เกิดแรงซื้อจากการคลายความกังวลในตลาดโลก ขณะที่นักลงทุนมองว่า การค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาดำเนินการได้เร็ว ๆ นี้


(-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบ หลังบวกแรงจากข่าวสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์


(+) ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นร้อนแรง โดยขยับมาอยู่ที่ 32.08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ -1.34%


(+) ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 18.54 ดอลลาร์ หรือ 16.41% ปิดที่ 94.41 ดอลลาร์/บาร์เรล ปิดร่วงลงกว่า 16% หลุดจากระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง


(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 92.50 ดอลลาร์ หรือ 1.97% ปิดที่ 4,777.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนัก และช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับทองคำ
SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,052.99 / -0.13%


ปัจจัยที่ต้องติดตาม9 เม.ย. สหรัฐ: Core PCE (ก.พ.), 4Q25 GDP growth (Final), Initial Jobless Claims (เม.ย./4)
10 เม.ย. จีน: เงินเฟ้อ (มี.ค.)
สหรัฐ: Core inflation (มี.ค.)
11 เม.ย จีน: ยอดขายรถยนต์ (มี.ค.)
13 เม.ย. สหรัฐ: Existing Home Sale (มี.ค.)
จีน: New Yuan Loan (มี.ค.)
กลุ่มโอเปก: OPEC monthly report


Jitra Amornthum, License no. 014530
Veeravat Virochpoka, License no. 047077
FB : FINANSIA SYRUS SECURITIES
twitter : @fnsyrus Telegram : Finansia
www.fnsyrus.com 


Reported by

Sakchai Ngokngam

Sakchai Ngokngam

International News Officer, efinanceThai