บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 21/04/69

รูป บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 21/04/69

efinAI


Daily Focusสหรัฐฯ-อิหร่านจะเจรจาได้ก่อนเส้นตายหยุดยิงหรือไม่?
ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index แกว่งตัว Sideways to Sideways Down ตามคาด โดยระหว่างวันปรับตัวลงราว 10 จุด ก่อนจะทยอยฟื้นตัวลดช่วงลบเหลือเพียง 0.60 จุด และปิดทรงตัวที่ 1,481.85 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.4 หมื่นลบ. โดยยังจับตาดูพัฒนาการของสงครามก่อนถึงเส้นตายครบกำหนดหยุดยิง สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นหนาแน่นฝ่ายละ 1.8-1.9 พันลบ. (สถานะสุทธิ Index Futures ค่อนข้างเบาบาง)


แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,472-1,490 จุด โดยตลาดยัง Wait and See จับตาดูพัฒนาการสงครามในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนครบกำหนดหยุดยิงเย็นวันพุธที่ 22 เม.ย. ตามเวลาวอชิงตัน โดยต้องติดตามว่าอิหร่านจะส่งตัวแทนเข้าร่วมการเจรจารอบ 2 ที่ปากีสถานหรือไม่ ขณะที่ฝั่งราคาน้ำมันดิบยังทรงตัวบริเวณ US$95 ต่อบาร์เรลสำหรับ Brent ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจคืนนี้ติดตามยอดค้าปลีกเดือน มี.ค. สหรัฐฯ (ตลาดคาด +1.4% m-m) รวมถึงวุฒิสภาสหรัฐฯที่เตรียมไต่สวนการเสนอชื่อเควิน วอร์ชในการเข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่คืนนี้ ด้านปัจจัยในประเทศการประชุมครม.วันนี้จะยังไม่มีการพิจารณาโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ส่วนประเด็นพรก.เงินกู้ 5 แสนลบ. ล่าสุดชัดเจนว่าน่าจะออกมาค่อนข้างแน่ รวมถึงอาจต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นจาก 70% เป็น 75% โดยต้องติดตามความคืบหน้าในการประชุมครม.เศรษฐกิจต่อไป ล่าสุดตลาดพันธบัตรตอบรับประเด็นดังกล่าวโดย Bond Yield 10 ปีของไทยปรับขึ้นราว 10 bps สูงระดับ 2.1% ด้านผลประกอบการ 1Q26 กลุ่มธนาคารจะรายงานกำไรครบทุกแห่งในวันนี้ ซึ่งจะเป็น Indicator สำหรับแนวโน้มกลุ่ม Real Sector ที่จะทยอยเห็นคาดการณ์และประกาศตามมาในระยะถัดไป


กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย


หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM


FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP


หุ้นเด่นวันนี้ : CPALLแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท


คาดกำไร 1Q26 ที่ 8.1 พันลบ. +7% y-y, +11% q-q หนุนจาก 7-11 ที่ยังเติบโตได้โตต่อเนื่องและ CPAXT ฟื้น โดย SSSG 7-11 คาด +1.3% y-y จากอากาศร้อนและสินค้าใหม่ ขณะที่ Gross Margin ยังทรงตัวสูง ส่วน SG&A/sales ยังควบคุมได้ดี


ประเด็นการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CPALL ที่จะโอนย้าย 3 บริษัทย่อยไปยังกลุ่ม Virtual Bank ซึ่งจะเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น 29 พ.ค. เราประเมินมีโอกาสที่มติจะออกมาสอดคล้องกับมติของกรรมการอิสระ ที่ไม่เห็นด้วยในหลักการปรับโครงสร้างธุรกิจ ราคาหุ้นที่ปรับลงมองเป็นจังหวะในการเข้าลงทุน


แนวรับ 45.50-45 บาท แนวต้าน 47//48-48.50 บาท


Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติในภูมิภาคสุทธิโดยรวมทรงตัว เม็ดเงินไหลเข้าไต้หวัน US$226 ล้าน แต่ไหลออกจากเกาหลีใต้ US$144 ล้าน ส่วนฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกเป็นส่วนใหญ่ สูงสุดที่ไทย US$56 ล้าน มีเพียงอินโดนีเซียที่ไหลเข้า US$22 ล้าน แนวโน้มของกระแสคาดว่าจะทรงถึงไหลเข้า โดยตลาดยังคาดหวังเชิงบวกต่อโอกาสที่สหรัฐฯ-อิหร่านจะเจรจาหรือบรรบุข้อตกลงได้ก่อนครบกำหนดเส้นตายหยุดยิงสัปดาห์นี้


ประเด็นสำคัญวันนี้ :(0) กลุ่มอสังหาฯ Presales 1Q26 ลดลง 5% q-q, 15% y-y สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี คิดเป็นเพียง 21% ของเป้าหมายปี 2026 ท่ามกลางการเปิดโครงการใหม่ที่ลดลง -80% q-q, -55% y-y คาดกำไร 1Q26 จะอ่อนตัว q-q ตามปัจจัยฤดูกาล แต่ฟื้นตัว y-y จากการโอน ขณะที่การทำโปรโมชั่นด้านราคาและการแข่งขันที่รุนแรงยังคงกดดันอัตรากำไรขั้นต้น คงน้ำหนักการลงทุน Neutral; คาดการฟื้นตัวใน 2H26 ท่ามกลางแรงกดดันที่ยังคงอยู่ หุ้นเด่น คือ AP (ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท) SC (ราคาเป้าหมาย 2.30 บาท)


(+) KKP กำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 1.96 พันลบ. เพิ่มขึ้น 10% q-q และ 84% y-y สูงกว่าเราคาด 8% และตลาดคาด 23% จากขาดทุนรถยึดที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่รายการหลักทั้ง NII และ non-NII ใกล้เคียงคาด NPL ratio ลดลงเหลือ 4.15% โดย ECLs เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยฯ ตามคาดจากการใส่ management overlay เผื่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลให้ credit costs เพิ่มขึ้นมาที่ 150bps ยังแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 86 บาท


(0) TTB กำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 5.17 พัน ลบ. ลดลง 1.3% q-q แต่เพิ่มขึ้น 1.4% y-y คิดเป็น 25% ของประมาณการทั้งปี 2026 โดยกำไรจาก FVTPL ช่วยชดเชย Credit costs ที่สูงขึ้น แนวโน้มกำไร 2Q26 อาจอ่อนตัวลงหากสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อและกำไรจาก FVTPL ที่ลดลง เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2026–28 ซึ่งคาดว่าจะลดลงที่ CAGR 4.6% จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหลืออยู่ 4.7 พันลบ. ณ สิ้น 1Q26 ซึ่งจะหมดลงตั้งแต่กลางปี 2027 คงราคาเป้าหมาย 2.40 บาท และแนะนำ “ถือ”


(+) MRDIYT คาดกำไร 1Q26 อยู่ที่ 673 ลบ. +24% y-y แต่ -21% q-q ตามฤดูกาล รายได้คาดยังเติบโตแกร่งจากการเปิดสาขาใหม่และ SSSG ที่ยังเป็นบวก ขณะที่ GPM ดีขึ้นช่วยชดเชย SG&A/sales ที่สูงขึ้นจากการเร่งขยายสาขา เรามองว่า MRDIYT รับมือแรงกดดันต้นทุนได้ดีจากอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์สูง ผลกระทบจากค่าขนส่ง/ราคาน้ำมันมีจำกัด คงคาดกำไรปี 2026 +16% y-y และราคาเป้าหมาย 10.40 บาท แนะนำ ซื้อ


(0) BTG คาดกำไรสุทธิ 1Q26 อยู่ที่ 1.03 พันลบ. +1% q-q แต่ -46% y-y ตามราคาหมูไทยที่อ่อนตัวและปริมาณการขายลดลง แนวโน้ม 2Q26 ต้นทุนเริ่มปรับขึ้น แต่ยังส่งผ่านไปราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับขึ้นได้ ทำให้แนวโน้มกำไร 2Q26 คาดยังโต บริษัทยังคงเป้าปี 2026 ตามเดิม ด้วยรายได้ +3-7% y-y แม้มีความกังวลด้านต้นทุน แต่ตราบใดที่ราคาเนื้อสัตว์ยังดีหรือปรับขึ้นได้จากอากาศร้อน ทำให้ supply ตึงตัว ราคาหุ้น +28% YTD ทำให้ upside จำกัด จากราคาเป้าหมาย 23 บาท จึงแนะนำ “เก็งกำไร”


(-) ตลาดดาวโจนส์ ปิดที่ 49,442.56 จุด ลดลง 4.87 จุด หรือ -0.01% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,109.14 จุด ลดลง 16.92 จุด หรือ -0.24% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,404.39 จุด ลดลง 64.09 จุด หรือ -0.26% เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าการเจรจาสันติภาพรอบที่สองจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลาสองสัปดาห์ใกล้จะหมดอายุลง


(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ ขณะที่นักลงทุนยังรอความคืบหน้าของการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระยะเวลา 2 สัปดาห์จะสิ้นสุดลง


(+/-) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผสมผสาน โดยเป็นทางเอเชียตะวันออกที่เป็นบวกแรงจากการได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ท่ามกลางความหวังเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพที่อาจเกิดขึ้น และการขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน


(+/-) ค่าเงินบาททรงตัว โดยขยับมาอยู่ที่ 32.02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ -0.00%


(+) ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 5.76 ดอลลาร์ หรือ +6.87% ปิดที่ 89.61 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน หลังจากสถานการณ์ตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ


(-) ราคาทองคำ COMEX ลดลง 50.80 ดอลลาร์ หรือ -1.04% ปิดที่ 4,828.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านได้กลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ
SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,059.76 / -0.08%


ปัจจัยที่ต้องติดตาม21 เม.ย. ญี่ปุ่น: นำเข้า/ส่งออก (มี.ค.)
สหรัฐ: ค้าปลีก (มี.ค.)
22 เม.ย. อังกฤษ: เงินเฟ้อ (มี.ค.)
23 เม.ย. สหรัฐ: Initial Jobless Claims (เม.ย. /18)
24 เม.ย. อังกฤษ: ค้าปลีก (มี.ค.)
ญี่ปุ่น: เงินเฟ้อ (มี.ค.)


Jitra Amornthum, License no. 014530
Veeravat Virochpoka, License no. 047077
FB : FINANSIA SYRUS SECURITIES
twitter : @fnsyrus Telegram : Finansia
www.fnsyrus.com 


Reported by

Sakchai Ngokngam

Sakchai Ngokngam

International News Officer, efinanceThai