| Krungthai GLOBAL MARKETS เปิดปัจจัยฝั่งสหรัฐ - ยุโรป - เอเชีย ที่นักลงทุนต้องจับตาในรอบ 24 ชั่วโมง พร้อมประเมินค่าเงินบาทรอบนี้ จะอยู่ที่ระดับ 32.05-32.45 บาท/ดอลลาร์ นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ (7 พ.ค.69) ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ปัจจัยสำคัญต่างๆ ดังนี้ ฝั่งสหรัฐฯ - รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง Challenger Job Cuts ในเดือนเมษายน รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) - อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่จัดทำโดย New York FED รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีโอกาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ฝั่งยุโรป -ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน ในเดือนมีนาคม -ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า ECB มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ฝั่งเอเชีย - ในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้างญี่ปุ่น (Wage Growth) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อื่นๆ - ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังจากที่แข็งค่าขึ้น “เร็ว แรง” มากกว่าที่เราประเมินไว้ (เราประเมินกรอบล่างเพียง 32.30 บาทต่อดอลลาร์) จนเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงราว 18.00 น. (แกว่งตัวในกรอบ 32.03-32.30 บาทต่อดอลลาร์) ตามการตอบสนองของตลาดการเงินต่อทั้งแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่หนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) มีจังหวะแข็งค่าขึ้นใกล้โซน 155 เยนต่อดอลลาร์ รวมถึงกระแสข่าว ทางการสหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งทำให้ในช่วงแรก ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงหนักราว -10% ส่วนเงินดอลลาร์ ได้ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับมุมมองใหม่ว่า หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้จริง อาจทำให้ FED มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ภาพดังกล่าวยังหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พุ่งสูงขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง จากท่าทีของทางฝั่งอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ขู่เพิ่มเติมว่า หากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง อาจนำไปสู่การโจมตีอิหร่านที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้น (ส่วนผู้เล่นในตลาดได้กลับมาเชื่อว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้) ส่วนราคาทองคำได้ย่อตัวลงบ้าง และทำให้เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเช่นกัน หุ้นสหรัฐฯ - ยุโรปพุ่ง รับข่าวหยุดยิงคืบหน้า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากทั้งความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ FED ยังมีโอกาสลดดอกเบี้ย หรืออย่างน้อยคงดอกเบี้ยได้ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง AMD +18.6% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน Exxon Mobil -4.0% ตามการปรับตัวลงแรงของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.46% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +2.02% ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พุ่งขึ้นกว่า +2.22% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในช่วงนี้ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +6.2% และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มีความหวังต่อแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell -3.2% หลังราคาน้ำมันดิบดิ่งลงหนัก ตลาดบอนด์ ลดลงทันที ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลง สู่โซน 4.35% ตอบรับกระแสข่าวการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลง ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ของตลาดการเงินโดยรวมได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองเดิมของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.05-32.45 บาท/ดอลลาร์ ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งมีส่วนกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยอ่อนค่าลงจากโซน 155.6 เยนต่อดอลลาร์ สู่โซน 156.5 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ลงบ้าง กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ที่ได้แรงหนุนในช่วงแรกจากกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังคงดำเนินอยู่ตลอดเดือนพฤษภาคม (แต่โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลอาจทยอยลดลง หลังจบสัปดาห์นี้) กอปรกับ บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่เร่งรีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยมากนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง |