กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -3 เม.ย. 69 9:07: น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์


โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down หลังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (แกว่งตัวในกรอบ 32.56-32.81 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง สอดคล้องกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ อย่างน้อยในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ตามรายงานข่าวว่า ทางการอิหร่านกับทางการโอมาน ได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางในการบริหารการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าวร่วมกัน ขณะเดียวกัน นานาประเทศต่างร่วมมือกันเพื่อแก้ไขสถานการณ์การเดินเรือในพื้นที่ช่องแคบ Hormuz แม้ว่า ในช่วงก่อนหน้า บรรยากาศในตลาดการเงินจะถูกกดดันบ้าง จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่สะท้อนถึงความเสี่ยงที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น จนทำให้สถานการณ์อาจยืดเยื้อกว่าคาด นอกจากนี้ ความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้นั้น ยังช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยรีบาวด์ขึ้นบ้าง และทรงตัวเหนือโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาท


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนไปตามกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยข่าวความพยายามในการแก้ไขปัญหาการเดินเรือในพื้นที่ช่องแคบ Hormuz ได้หนุนการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังถูกกดดันจากการปรับตัวลงหนักของ Tesla -5.4% หลังบริษัทรายงานยอดส่งมอบรถยนต์ที่ออกมาแย่กว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.11% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.18%


ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.18% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยในช่วงแรกตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันจากท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่เพิ่มความเสี่ยงว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น ก่อนที่ตลาดหุ้นยุโรปจะรีบาวด์ขึ้นบ้าง ตามรายงานข่าวความพยายามในการเปิดการเดินเรือในพื้นที่ช่องแคบ Hormuz


ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงสู่ระดับ 4.30% ตามความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ อย่างน้อยในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่เริ่มเห็นสัญญาณการร่วมมือกันระหว่างนานาประเทศ อย่าง โอมานกับทางการอิหร่าน ในการแก้ไขปัญหาการเดินเรือที่หยุดชะงักในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ก่อนปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ จากภาพความผันผวนของตลาดบอนด์ที่ยังสูงอยู่ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้


ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง สอดคล้องกับการทยอยย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ โดยเฉพาะในส่วนของการเดินเรือผ่านพื้นที่ช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8-100.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลง กอปรกับการย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมา รีบาวด์สูงขึ้นเข้าใกล้โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์


สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ แม้ว่าจะเป็นช่วงวันหยุด Good Friday ของหลายตลาดการเงิน ที่อาจทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลง ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญอย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ นอกเหนือจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED


ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) ของจีน ในเดือนมีนาคม เพื่อประเมินแนวโน้มภาคธุรกิจในส่วนของภาคบริการ เน้นธุรกิจขนาดเล็กและกลาง


และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis เทียบกับสิ่งที่บรรดาผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่)


สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในคืนวันศุกร์นี้ นอกจากนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินที่เบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากวันหยุด Good Friday ของหลายตลาดการเงิน อาจทำให้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways (ทว่า เงินบาทยังอยู่ในช่วงผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้กรอบการแกว่งตัวมีโอกาสกว้างกว่าปกติได้มาก) โดยโซนแนวรับยังคงอยู่ในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์)


ทั้งนี้ ความหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz อาจช่วยหนุนให้บรรยากาศในตลาดการเงิน กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยได้บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของบอนด์ไทย หลังล่าสุด ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ระบุว่า นโยบายการเงินอาจไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในส่วนของการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-driven shock) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินถึงความจำเป็นในการปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยท่าทีของผู้ว่าฯ ธปท. ดังกล่าว อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธปท. ลงบ้าง สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ต่างชาติในช่วงนี้ ที่เริ่มออกมาแนะนำการทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทย หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นมาพอควรและสะท้อนถึงความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท. ไปแล้วระดับหนึ่ง


และเนื่องจากปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินจะเบาบางลงในช่วงวันหยุด Good Friday ซึ่งในช่วงต้นสัปดาห์หน้าจะเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทยเช่นกัน ทำให้ เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในตลาดการเงินที่อาจพุ่งสูงขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงหากในช่วงวันหยุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ เห็นแนวทางที่สถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้ชัดเจน


เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง


มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.80 บาท/ดอลลาร์


Related Topics

Editing by

นายศักดิ์ชาย งอกงาม

นายศักดิ์ชาย งอกงาม

กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”