SCC คาดกระบวนการจัดตั้งร่วมทุนกับ PTTGC ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี - แย้มชะลอแผนส่ง SCGC เข้าตลาดทุน

รูป SCC คาดกระบวนการจัดตั้งร่วมทุนกับ PTTGC ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี - แย้มชะลอแผนส่ง SCGC เข้าตลาดทุน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 เม.ย. 69 17:10 น.

SCC คาดกระบวนการจัดตั้งร่วมทุนกับ PTTGC ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี หลังผลศึกษาชัดเจนภายในปลายเดือน ก.ย.69 ลุ้นกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว แย้มชะลอแผนส่ง SCGC เข้าตลาดทุนออกไปก่อน พร้อมยังคงเป้า Adjusted Cash EBITDA ปีนี้ที่ระดับ 5.5 หมื่นลบ.

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เปิดเผยภายในงานแถลงข่าว “ผลประกอบการเอสซีจี ประจำไตรมาส 1 ปี 2569” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

แผนศึกษาการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC

การลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยคาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 5 เดือน หรือจนถึงปลายเดือน ก.ย.69 ถึงจะมีความชัดเจนของผลการศึกษาว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่ และหากบรรลุข้อตกลงร่วมกันคาดว่ากระบวนการดึงทรัพย์สินของแต่ละบริษัทมารวมกันจะใช้เวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1 ปี อย่างไรก็ตามการรวมกันในครั้งนี้เพราะต้องการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทยแข็งแรงและเป็นเสาหลักในการสามารถจัดส่งวัตถุดิบลงไปที่ปลายน้ำ รวมถึงรวมกันพัฒนาสินค้าต่างๆให้กับผู้บริโภคของประเทศไทย


โดยการศึกษาในครั้งนี้จะครอบคลุมทรัพย์สินในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจหลักคือโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์และสินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่ เม็ดพลาสติกส์อย่างพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) เป็นหลัก ซึ่งจะใช้เวลาหลังจากนี้ในการศึกษาเพื่อให้เห็นในจุดสำคัญต่างๆของการจัดตั้งบริษัทร่วมกัน และการประเมินทรัพย์สินของทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงโครงสร้างการบริหารจัดการร่วมกัน


ส่วนการจัดสัดส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนนั้น มองว่าไม่มีอะไรมากก็ขึ้นอยู่กับทรัพย์สินของทั้ง 2 ฝั่งว่าในส่วนไหนที่จะมารวมกันบ้าง ซึ่งการประเมินทรัพย์สินของแต่ละฝั่งและการประเมินมูลค่าทรัพย์สินมีหลักการที่ต้องดูอยู่ว่าทรัพย์สินแต่ละอย่างมีมูลค่าเท่าไหร่ และมีการใช้วิธีการประเมินทรัพย์สินเสร็จแล้วทั้ง 2 ฝั่ง แล้วดูว่าอัตราส่วนว่าใครจะถือหุ้นสัดส่วนมากน้อยแค่ไหนจากการประเมินทรัพย์สิน

หลังจากมีการรวมธุรกิจกันแล้ว คาดว่ากำลังการผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) รวมกันจะปรับตัวขึ้นมาเป็น 6 ล้านกว่าตัน จากเดิมที่แต่ละฝั่งมีกำลังการผลิตประมาณ 3 ล้านตัน และกำลังผลิต Upstream Cracker รวมกันราว 7 ล้านตัน ซึ่งทำให้ขนาดของยอดขายและปริมาณขายออกมาตามสินทรัพย์ที่รวมกัน

สำหรับแผนการนำบริษัท SCGC เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยอมรับว่าได้เลื่อนออกไปก่อน เพราะว่าธุรกิจในกลุ่มเอสซีจีเคมิคอลส์ก็ยังมีอยู่ แม้จะมีการดึงธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์แยกออกมา แต่ธุรกิจนี้หลังการรวมกันแล้วจะทำยังไงต่อเป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องคุยกัน ส่วนบริษัทจะมีการเข้าไปถือหุ้น PTTGC ในอนาคตหรือไม่นั้น บริษัทยังไม่ได้มองถึงจุดนั้น แต่มีการเอาสินทรัพย์ที่คิดว่าใกล้เคียงกันและมีการแข่งขันสูงมาร่วมกัน


แนวโน้มธุรกิจปี 69

แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ผ่านมาแล้วเกือบ 1 เดือน ซึ่งสถานการณ์ดูแล้วคิดว่าไม่แย่ แต่มองว่าประมาทไม่ได้ เพราะสิ่งที่กังวลและเร่งทำเรื่องนี้คือ การดูแลลูกค้าอย่างไรในสถานการณ์ที่เงินเฟ้อสูงขึ้น อาทิ กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่เป็นลูกค้าหลักของบริษัทจะได้รับผลกระทบ ซึ่งมีการหารือกันว่าราคาของปัจจุบันมันแพงขึ้น แต่บริษัทมีเทคโนโลยีที่จะช่วยลดการใช้วัสดุต่างๆหรือทำอย่างไรเพื่อช่วยเซฟการใช้เงินได้มากๆ โดยมีโครงการขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จแล้วอย่าง One Bangkok

คาดธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ มองสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่แน่นอนและคาดว่าภาวะเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน รวมถึง IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวลดลง ซึ่งคิดว่าเราเองต้องปรับตัวให้ทัน โดยคิดว่าการปรับตัวลักษณะแบบวอรูมก็เป็นเรื่องที่ดีมาก และเชื่อว่ารัฐบาลก็คงทำอยู่ ถ้าเราช่วยกันแก้ปัญหาข้างหน้าจะดีกว่าการตามแก้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่บริษัทเตรียมรับมือไว้ก่อนทั้งเรื่องราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและวัตถุดิบที่ขาดแคลน รวมถึงการบริหารจัดการด้านต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมรับมือให้ดี

ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้าของกลุ่มเอสซีจีในปัจจุบันขึ้นอยู่กับราคาตลาด แต่ยอมรับว่าราคาค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งหากบริษัทยังยืนราคาขายเดิมแม้โดนค่าจัดส่งก็เจ็บแล้ว ซึ่งผู้ผลิตทุกรายก็ได้รับผลกระทบหมดทำให้ราคาจึงต้องปรับเพิ่มขึ้น โดยบริษัทก็พยายามจะช่วยลดผลกระทบจากตรงนี้มากกว่า ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่เราอยากจะทำ

คงงบลงทุนปีนี้ที่ระดับ 30,000 ล้านบาท หลังจากในช่วงไตรมาส 1/69 ใช้เงินลงทุนไปแล้วราว 5,500 ล้านบาท และบริษัทมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 67,137 ล้านบาท ซึ่งจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ เรื่องวินัยการเงินเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญเข้มข้น โดยเฉพาะการเพิ่มกระแสเงินสด ลดหนี้ และลงทุนเฉพาะโครงการที่จำเป็น

ส่วนด้าน Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด)มองว่าในช่วงไตรมาส 1-2 ของปีนี้ค่อนข้างสบายใจแล้ว หลังในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาทำได้ราว 14,929 ล้านบาท แต่ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง บริษัทจึงยังไม่รีบปรับเป้าหมายทั้งปี 69 ที่คาดไว้ประมาณ 55,000 ล้านบาท

สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติมต่อรัฐบาลในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คิดว่ารัฐบาลมีวินัยทางการเงินที่ดีโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ การกระตุ้นหรือช่วยกลุ่มเปราะบางเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งการที่รัฐบาลพยายามนำเงินมาทำเรื่องการทรานส์ฟอร์มและการเร่งโครงการติดตั้งโซลาร์ได้มากทำให้รู้สึกสบายใจ เพราะเป็นการลงทุนและได้ผลในระยะยาว และมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและขอเป็นกองเชียร์แล้วกัน


"แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูงเอสซีจีจะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่าง ‘เข้มข้น’ และ เร่ง ‘เสริมแกร่ง’ขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกธุรกิจให้ ‘เข้มแข็ง’ ตลอดจนติดตามสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ อย่างใกล้ชิดพร้อมปรับตัวเชิงรุกทุกด้านให้พร้อมสู้ทุกความท้าทาย มั่นใจว่าสถานะทางการเงินบริษัทฯ ยัง‘แข็งแกร่ง’ มีเงินสดในมือเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป" นายธรรมศักดิ์ กล่าว


Related Topics

Reported by

Pariwat Hinploy

Pariwat Hinploy

Senior Reporter, efinanceThai