ครม.นัดพิเศษ เคาะ 7 มาตรการช่วยประชาชน รับมือสงครามตะวันออกกลาง เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ 100 บาท อัดซอฟต์โลน 1 หมื่นล้าน คุม 59 สินค้า-จ่อเพิ่มอีก 7 รายการ พร้อมสั่งคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดประชุม ครม.เป็นกรณีพิเศษ เพื่อรับมือสถานการณ์วิกฤติพลังงานโลกที่มีต้นตอจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง -ที่ประชุม ครม. ได้รับฟังการประเมินสถานการณ์จากหน่วยงานด้านพลังงาน พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการปรับตัวของประเทศไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดยเน้นการบริหารจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับภาวะวิกฤติที่กระทบหลายภาคส่วน -นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำมาตรการดูแลประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยให้ดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน และใช้กลไกทางกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ทันที -มาตรการที่อาจติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเร่งพิจารณา เพื่อเปิดทางให้สามารถออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที “วันนี้เป็นวิกฤติพลังงานทั่วโลก จึงขอให้ทุกหน่วยงาน ทั้งส่วนราชการ ท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ยึดหลักประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการเดินทางไปดูงานต่างประเทศให้ยกเลิก ขณะที่ภารกิจจำเป็นยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ” นายเอกนิติ กล่าว -รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทยอยออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด พาณิชย์คุมเข้มสินค้า 59 รายการ เตรียมเพิ่มอีก 7 สกัดขึ้นราคา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามและดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมี สินค้าควบคุม 59 รายการ ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น -ล่าสุด ได้มีการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อ ทบทวนและเตรียมเพิ่มสินค้าควบคุมอีก 7 รายการ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น -ยกระดับคุมราคา 5 ระดับ โดยกระทรวงพาณิชย์กำหนดมาตรการดูแลสินค้าเป็น 5 ระดับ โดยมีทั้ง กลุ่มสินค้าที่ ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา กลุ่มที่ ต้องแจ้งล่วงหน้า ก่อนปรับราคา และกลุ่มที่ใช้การกำกับดูแลร่วมกับผู้ประกอบการ -ปัจจุบันมีสินค้าอย่างน้อย 8 รายการ ที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา เช่น ปลากระป๋อง , นมผง , บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันปาล์ม -ขณะเดียวกัน มีสินค้าอีกหลายรายการที่อยู่ในกลุ่ม แจ้งล่วงหน้า เช่น น้ำตาลทราย , ผงซักฟอก / น้ำยาซักฟอก , ผ้าอนามัย ,สบู่ -สำหรับสินค้าใหม่ 7 รายการที่เตรียมเพิ่มเข้ามา เน้นดูแล ห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทาน เพื่อควบคุมต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำ อาทิ เม็ดพลาสติก ,น้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก และซอสปรุงรส เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทาง เร่งดูแลต้นทุนเกษตร-ปุ๋ย -ในภาคเกษตร กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะ ปุ๋ย ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและวัตถุดิบนำเข้า โดยปัจจุบันมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนเม.ย. และอยู่ระหว่างหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม แม้อาจมีต้นทุนสูงขึ้น โดยเตรียมมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระเกษตรกร รวมถึงส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ ดึงเอกชนร่วม “สินค้าไทยช่วยไทย” -กระทรวงพาณิชย์ยังได้หารือกับภาคเอกชน เพื่อร่วมกันดูแลราคาสินค้า ผ่านโครงการ “สินค้าไทยช่วยไทย” นำสินค้าราคาพิเศษกระจายสู่ 77 จังหวัด ผ่านเครือข่ายค้าส่งค้าปลีก ควบคู่กับมาตรการลดค่าครองชีพเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลัง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ -กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะ ยกระดับความเข้มงวดในการดูแลราคาสินค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและประชาชน ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พลังงานชี้น้ำมันผันผวนหนัก ขึ้นราคา 6 บาท สกัดขาดทุนกองทุน-กันกักตุน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและอยู่ในระดับสูง -การปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก 6 บาทต่อลิตร มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงป้องกันปัญหาการเก็งกำไรและการกักตุน จากส่วนต่างราคาที่อาจจูงใจเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน -ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลของไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยมาเลเซียอยู่ที่ 45.50 บาทต่อลิตร ไทยอยู่ที่ 39 บาท ขณะที่กัมพูชา 57 บาท ฟิลิปปินส์ 66 บาท และสิงคโปร์สูงถึง 100 บาท มีเพียงอินโดนีเซียและบรูไนที่ราคาต่ำกว่าไทย -ในด้านสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังการปรับราคา พบว่ายังคงต้องเข้าไปช่วยอุดหนุน โดยก่อนปรับราคากองทุนอุดหนุนดีเซลสูงถึง 19 บาทต่อลิตร และมีเงินไหลออกวันละประมาณ 1,700 ล้านบาท ส่งผลให้สถานะกองทุนติดลบรวมกว่า 38,000 ล้านบาท -รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค รวมถึงการลักลอบกักตุนหรือขนย้ายน้ำมัน -ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานได้ติดตามการผลิตน้ำมันของโรงกลั่นอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันโรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง มีกำลังการผลิตดีเซลประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน และมีการผ่อนปรนสำรองน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ระบบอีกประมาณ 10 ล้านลิตร -ด้านความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 85 ล้านลิตรต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในเดือนมกราคมที่อยู่ที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน “หลังจากขึ้นแล้ว 6 บาท จะขึ้นมากกว่านี้ หรือไม่ เวลาจะขึ้น เราประเมินปัจจัยพร้อมกันหลายอย่าง ตลาดโลกเป็นอย่างไร ความแตกต่างของเพื่อนบ้าน สถานการณ์การกักตุน การสำรองเป็นอย่างไร สถานะกองทุนเป็นอย่างไร ต้องดูหลายปัจจัยร่วมกัน โดยการจะขึ้นนั้นส่วนหนึ่งก็ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ได้มีเพดานแล้วว่าเท่าไหร่ และใช้กองทุนน้ำมันอยู่ไม่ใช่ว่ากองทุนน้ำมันจะถอนออกไป”นายอรรถพล กล่าว ครม.เคาะ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการลดผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ดังนี้ 1.ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกลับไปพิจารณาแนวทางปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยกำหนดรูปแบบและระดับการปรับลดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ “ข้อกฎหมายอยู่ระหว่างส่งไปให้สำนักงานกฤษฎีกาอยู่ แต่เข้าใจเบื้องต้น ณ วันนี้ทำได้ แต่เมื่อครม.มีมติแล้ว เรื่องนี้ ต้องไปถาม คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งหากมีมติดำเนินการได้ ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงในทันที เช่น สรรพสามิตเก็บอยู่ 5-6 บาท หากลดเท่าไหร่น้ำมันก็ต้องลงเท่านั้นเลยตรงไปตรงมา”นายลวรณ กล่าว 2.ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เพิ่มวงเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน ชั่วคราว 1 เดือนในช่วงรัฐบาลรักษาการ ก่อนประเมินความเหมาะสมอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ จำเป็นต้องขออนุญาต จาก กกต.ก่อน โดยปัจจุบัน 13 กว่าล้านบาท ใช้เงินงบงบกลางประมาณ 1,300 ล้านบาทเศษ “สิ่งที่ทำได้รัฐบาลพร้อมที่จะทำทุกมาตรการ เพื่อให้การเยียวยาถึงประชาชนมากที่สุด ส่วนการลดภาษีสรรพสามิต กรมสรรพสามิตจะเข้าไปดูในรายละเอียด”นายลวรณ กล่าว 3.เยียวยาภาคขนส่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มขนส่ง ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยกระทรวงคมนาคมจะชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม 4.ช่วยเหลือเกษตรกร เตรียมดำเนินโครงการ “ธงเขียว” สนับสนุนค่าปุ๋ย และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือก เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร 5.ภาคเกษตรและประมง พิจารณาใช้ น้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาต่ำกว่าน้ำมันทั่วไปประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้เกษตรกรและชาวประมง 6.ผู้รับเหมาภาครัฐ สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้าง ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและการดำเนินงานล่าช้า จะพิจารณา ขยายระยะเวลาส่งมอบงาน ให้เหมาะสม 7.เสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ โดยให้ธนาคารออมสินเตรียมวงเงิน ซอฟต์โลน 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าในกลุ่มขนส่ง ซึ่งจะมี 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มรถบรรทุกสินค้า กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ โดยที่ประชุม ครม.ได้ให้กรอบที่จะช่วยเหลือ สนับสนุนแบบพุ่งเป้า โดยพิจารณแบบการใช้จริง เช่น ทางกรมการขนส่งทางบก มีระบบจีพีเอส เพื่อติดตามการใช้งานของรถบรรทุกอยู่แล้ว ดังนั้นการสนับสนุนนั้นจะผ่านกระบวนการพร้อมเพย์ เพื่อความสะดวก เช่นเดียวกับรถโดยสารที่ให้บริการโดยสารสาธารณะ และเพิ่มเติมรถมอเตอร์ไซต์ หรือ รถโดยสารขนาดเล็ก จะเปิดให้มีการลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อติดระบบการติดตามการใช้จริงของรถ และรับการสนับสนุนเงินต่อไป |