23 Apr 2026 11:58บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) : KKP แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 85 บาทบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) : KKP แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 85 บาทTranslatestar_borderModal Upgrade PackageefinAI ROE ปรับตัวดีขึ้น แต่อัพไซด์จำกัดปรับลดคำแนะนำเป็น ถือ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 85 บาทเราปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ถือ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 85 บาท (อิง PBV 1.05 เท่า, ROE 10.6%) จากเดิม 77 บาท หลังจากปรับเพิ่มประมาณการกำไร เรามองว่า KKP มีจุดเด่นจากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ดีและแนวโน้ม ROE ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามอัพไซด์ของราคาหุ้นค่อนข้างจำกัด หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 66% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กำไรมีแนวโน้มชะลอตัวลง QoQ จากรายได้ที่ลดลงและขาดทุนจากการขายรถที่เพิ่มขึ้น เราเชื่อว่า KKP จะให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผลมากกว่าการซื้อหุ้นคืนเนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ PBV ประมาณ1 เท่า โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับน่าสนใจราว8% จาก payout ratio ที่76% ความเสี่ยงหลักคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจอ่อนแอกว่าคาด รายได้ค่าธรรมเนียมและต้นทุนทางการเงินที่ลดลงช่วยหนุนกำไรในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ ผู้บริหารได้ให้มุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (wealth management) และยืนยันว่าไม่มีรายการพิเศษ (one-off) ที่บิดเบือนผลการดำเนินงานหลักในไตรมาส 1 รายได้ปันผลมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากธุรกรรม basket trading ในตลาดอนุพันธ์หุ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงิน(CoF) ลดลงอย่างมาก QoQ จากการลดเงินฝากและเงินกู้ที่มีต้นทุนสูง แม้CoF จะยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในปี2569 แต่คาดว่าการปรับลดจะชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ขาดทุนจากการขายรถลดลงจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นKKP ยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากขาดทุนจากการขายรถที่ลดลง ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนสำคัญของธนาคาร โดยสต็อกรถยนต์ลดลงเหลือต่ำกว่า 1,500 คันใน 1Q69 จากระดับสูงสุดที่ 6,000 คัน ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ใน 1Q69 อยู่ที่1.50% ซึ่งรวมการตั้งสำรองเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อ(HP) สัดส่วนสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังอยู่ในระดับต่ำ (<5%) เนื่องจากมีความเสี่ยงขาดทุนเมื่อผิดนัดชำระสูง ธนาคารจึงเลือกปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยเน้นกลุ่มลูกค้ารายได้สูงเพื่อลดความเสี่ยง NPL ปรับเพิ่มประมาณการกำไร สะท้อน credit cost ที่ลดลง คาด ROE ดีขึ้นในปี2569-70เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-70 ขึ้น 7-8% เพื่อสะท้อนผลประกอบการ 1Q69 และปรับลดสมมติฐานขาดทุนจากการขายรถในปี2569 เหลือ1.6 พันล้านบาท จากเดิม 2.0 พันล้านบาท เราคาดว่า credit cost จะอยู่ที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารที่ 1.6-1.8% ในปี2569 โดยรวมเราคาดว่ากำไรปี2569/70 จะเติบโต 15%/7% YoY และ ROE จะอยู่ที่10.4% และ10.8% ตามลำดับในปีนี้และปีหน้า Jesada Techahusdin, CFAjesada.t@maybank.com (66) 2658 5000 ext 1395 efinAIReported bySakchai NgokngamInternational News Officer, efinanceThai
ROE ปรับตัวดีขึ้น แต่อัพไซด์จำกัดปรับลดคำแนะนำเป็น ถือ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 85 บาทเราปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ถือ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 85 บาท (อิง PBV 1.05 เท่า, ROE 10.6%) จากเดิม 77 บาท หลังจากปรับเพิ่มประมาณการกำไร เรามองว่า KKP มีจุดเด่นจากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ดีและแนวโน้ม ROE ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามอัพไซด์ของราคาหุ้นค่อนข้างจำกัด หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 66% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กำไรมีแนวโน้มชะลอตัวลง QoQ จากรายได้ที่ลดลงและขาดทุนจากการขายรถที่เพิ่มขึ้น เราเชื่อว่า KKP จะให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผลมากกว่าการซื้อหุ้นคืนเนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ PBV ประมาณ1 เท่า โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับน่าสนใจราว8% จาก payout ratio ที่76% ความเสี่ยงหลักคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจอ่อนแอกว่าคาด รายได้ค่าธรรมเนียมและต้นทุนทางการเงินที่ลดลงช่วยหนุนกำไรในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ ผู้บริหารได้ให้มุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (wealth management) และยืนยันว่าไม่มีรายการพิเศษ (one-off) ที่บิดเบือนผลการดำเนินงานหลักในไตรมาส 1 รายได้ปันผลมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากธุรกรรม basket trading ในตลาดอนุพันธ์หุ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงิน(CoF) ลดลงอย่างมาก QoQ จากการลดเงินฝากและเงินกู้ที่มีต้นทุนสูง แม้CoF จะยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในปี2569 แต่คาดว่าการปรับลดจะชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ขาดทุนจากการขายรถลดลงจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นKKP ยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากขาดทุนจากการขายรถที่ลดลง ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนสำคัญของธนาคาร โดยสต็อกรถยนต์ลดลงเหลือต่ำกว่า 1,500 คันใน 1Q69 จากระดับสูงสุดที่ 6,000 คัน ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ใน 1Q69 อยู่ที่1.50% ซึ่งรวมการตั้งสำรองเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อ(HP) สัดส่วนสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังอยู่ในระดับต่ำ (<5%) เนื่องจากมีความเสี่ยงขาดทุนเมื่อผิดนัดชำระสูง ธนาคารจึงเลือกปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยเน้นกลุ่มลูกค้ารายได้สูงเพื่อลดความเสี่ยง NPL ปรับเพิ่มประมาณการกำไร สะท้อน credit cost ที่ลดลง คาด ROE ดีขึ้นในปี2569-70เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-70 ขึ้น 7-8% เพื่อสะท้อนผลประกอบการ 1Q69 และปรับลดสมมติฐานขาดทุนจากการขายรถในปี2569 เหลือ1.6 พันล้านบาท จากเดิม 2.0 พันล้านบาท เราคาดว่า credit cost จะอยู่ที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารที่ 1.6-1.8% ในปี2569 โดยรวมเราคาดว่ากำไรปี2569/70 จะเติบโต 15%/7% YoY และ ROE จะอยู่ที่10.4% และ10.8% ตามลำดับในปีนี้และปีหน้า Jesada Techahusdin, CFAjesada.t@maybank.com (66) 2658 5000 ext 1395