กูรู ยันทองคำยังไม่ใช่ “ขาลง” หลังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง จับตานโยบายประธานเฟดคนใหม่

รูป กูรู ยันทองคำยังไม่ใช่  “ขาลง” หลังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง จับตานโยบายประธานเฟดคนใหม่

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 พ.ค. 69 10:23 น.

กูรู จับตาทองคำ เผชิญแรงขายต่อเนื่อง ยันยังไม่ใช่สัญญาณ "ขาลง" จับตาประธานเฟดคนใหม่ เป็นตัวแปรจุดเปลี่ยนนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น หลังเงินเฟ้อ - บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง แนะทยอยเข้าซื้อลุ้นราคารีบาวด์แตะ 4,600 ดอลลาร์/ออนซ์

 นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า การเข้ารับตำแหน่งของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่โดยอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการเงินสหรัฐฯ และเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดทองคำทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรองด้วยคะแนน 54 ต่อ 45 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและแรงกดดันทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และราคาทองคำ

“ ประธานเฟดคนใหม่ เป็นที่จับตามอง ว่าจะสามารถรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงส่งสัญญาณขับเคลื่อนนโยบายเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยเร็ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนพลังงานก็ทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศอิหร่าน”

จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเริ่มปรับลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และกลับมาให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่เฟดจำเป็นต้องกลับไปใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด หากอัตราเงินเฟ้อมีสัญญาณเร่งตัวขึ้น และ “เควิน วอร์ช” เลือกดำเนินนโยบายที่เข้มงวดมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจกลายเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์สหรัฐฯ และ Bond Yield ให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น

นอกจากนี้ เควิน วอร์ช ยังได้ส่งสัญญาณสนับสนุนการลดขนาดงบดุลของเฟด ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ราว 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงอาจมีการปรับลดการสื่อสารเชิงคาดการณ์ เช่น การเผยแพร่ประมาณการอัตราดอกเบี้ยรายไตรมาส (Dot Plot) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินทั่วโลกในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบาย

 สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์ ระบุว่า ราคาทองคำกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินสำคัญว่าจะฟื้นตัวขึ้นหรือปรับฐานลงลึก โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ $4,480 (ราคาทองคำไทยประมาณ 69,400 +/- บาท) หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะมีแรงรีบาวด์ขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ $4,600 และ $4,640 ตามลำดับ (ราคาทองคำไทยประมาณ 70,900–71,600 บาท) หากหลุด $4,480 อาจเห็นแรงขายกลับมากดดันลงสู่โซน $4,430–$4,400 (ราคาทองคำไทย ประมาณ 69,000–68,700 บาท) ดังนั้นจึงแนะรอจังหวะทยอยซื้อโซนแนวรับเพื่อเล่นรอบรีบาวด์ 

ด้าน ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าราคาทองคำโลกเผชิญแรงขายต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา หลังปรับตัวลงไปทำจุดต่ำสุดใกล้ 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สร้างความกังวลต่อนักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางแนวโน้มในระยะถัดไป ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้น และ เฟด อาจดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อเนื่องนานกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้

แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก แต่ตลาดเริ่มตีความผลกระทบของความขัดแย้งผ่านมิติของเงินเฟ้อมากกว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อระดับเงินเฟ้อและกระทบต่อความคาดหวังด้านนโยบายดอกเบี้ย

ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนแรงกดดันดังกล่าวอย่างชัดเจน หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.3% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลว่าเฟดอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ขณะที่อายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.19% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจากมุมมองรายงานการประชุมเฟดบ่งชี้ว่า กรรมการเฟดหลายท่านเริ่มเปิดทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันแรงซื้อทองคำในตลาดโลก


ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าการปรับฐานของราคาทองคำในรอบนี้ยังไม่ใช่สัญญาณการเปลี่ยนเข้าสู่ตลาดขาลงอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นเพียงการพักตัวภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง

ในเชิงเทคนิค ระดับราคาบริเวณ 4,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA200) ยังคงเป็นแนวรับสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นระดับที่สะท้อนโครงสร้างแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว ซึ่งหากราคาทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะเป็นการสะท้อนว่าแนวโน้มหลักยังไม่เปลี่ยนแปลง และการปรับตัวลงในรอบนี้อาจเป็นเพียงการพักฐานเพื่อสร้างรอบการฟื้นตัวใหม่ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำหลุดระดับดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนผ่านสู่แนวโน้มขาลงในระยะยาวได้เช่นกัน


Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai