ดาวโจนส์ปิดบวก 305 จุด รับข่าวอิหร่านพิจารณาข้อเสนอสหรัฐฯ

รูป ดาวโจนส์ปิดบวก 305 จุด รับข่าวอิหร่านพิจารณาข้อเสนอสหรัฐฯ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 มี.ค. 69 6:21: น.

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันพุธ (25 มี.ค.) เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง หลังมีรายงานว่า อิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม ทำให้นักลงทุนมีความหวังว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง

 

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 46,429.49 จุด เพิ่มขึ้น 305.43 จุด (+0.66%) ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,591.90 จุด เพิ่มขึ้น 35.53 จุด (+0.54%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 21,929.83 จุด เพิ่มขึ้น 167.93 จุด (+0.77%)

 

ดัชนี ‌Russell 2000 ⁠ซึ่งเป็นหุ้นบริษัทขนาดเล็ก ปิดบวก 1.2% หลังจากพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสองสัปดาห์ระหว่างการซื้อขาย

 

แม้ว่า นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน จะระบุว่ากำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลเตหะรานไม่มีความประสงค์ที่จะเปิดการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลวอชิงตัน

 

อิหร่านมองว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ส่งผ่านปากีสถานนั้นมีเงื่อนไขที่มากเกินไป และเรียกร้องอำนาจอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

 

การส่งสัญญาณที่สับสนส่งผลให้การซื้อขายมีความผันผวน โดย ไมเคิล เจมส์ เทรดเดอร์จาก Rosenblatt Securities ให้ความเห็นว่า ตลาดตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวล โดยมีเซนติเมนท์และพาดหัวข่าวเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนทิศทางตลาด

 

อย่างไรก็ตาม สัญญาณการสื่อสารระหว่างสองประเทศสร้างความหวังให้แก่นักลงทุน หลังจากมีสัญญาณว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามผลักดันให้เกิดการหยุดยิงและฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันดิบของโลกถึง 20%

 

จีน โกลด์แมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Cetera Investment Management ระบุว่า ตลาดตอบรับในเชิงบวกว่าการยื่นและตอบโต้ข้อเสนอระหว่างกันจะเป็นการปูทางไปสู่การเจรจาที่มากขึ้น แต่คาดการณ์ว่า ตลาดจะยังคงมีความผันผวนสูง เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ จนกว่าจะมีความชัดเจนว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

 

ขณะเดียวกัน การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันซึ่งสร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางมีความซับซ้อนขึ้น โดยข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่าตลาดไม่คาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้แล้ว เมื่อเทียบกับก่อนเกิดสงครามที่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง

 

ภาพรวมหุ้นรายตัว-อุตสาหกรรม

- หุ้นกลุ่มพลังงานปิดลบ 0.5% และเป็นกลุ่มที่ปิดลบมากที่สุดในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ขณะที่กลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดคือ กลุ่มวัสดุซึ่งบวก 2% และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยบวก 1.2%

- ราคาน้ำมันปิดลบมากกว่า 2% ส่งผลให้หุ้นของบริษัทที่พึ่งพาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้น Norwegian Cruise Line ปิดบวก 2.8% และดัชนีหุ้นกลุ่มสายการบิน S&P Composite 1500 Passenger Airlines ปิดบวก 1%

- หุ้น Arm ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ทะยานขึ้นถึง 16.4% หลังจากเปิดตัวชิปประมวลผลรุ่นใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้มหาศาล และเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียซึ่งปิดบวก 1.2%

- หุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิปรายอื่น อาทิ Advanced Micro Devices และ Intel ปิดบวกกว่า 7% ขณะที่หุ้น Nvidia ขยับขึ้น 2%

- หุ้น Destiny Tech100 พุ่งขึ้น 15% หลังมีรายงานว่า SpaceX เตรียมยื่นหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหุ้น IPO เป็นครั้งแรกภายในสัปดาห์นี้ โดย SpaceX ถือเป็นสินทรัพย์ที่กองทุนดังกล่าวถือครองอยู่มากที่สุด

- ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับอวกาศรายอื่นปรับตัวขึ้นตาม โดย Rocket ⁠Lab พุ่งขึ้น 10.3%, หุ้น Intuitive Machines บวก 14.7% และหุ้น EchoStar 7.4%

- หุ้น JD.com ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 8% และหุ้น Alibaba บวก 3.5% หลังจากสื่อรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลของจีนออกมาจี้ให้กลุ่มแพลตฟอร์มส่งอาหารยุติสงครามราคา ขณะที่หุ้น Robinhood Markets ปรับตัวขึ้น 5% หลังประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์

 

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 17,070 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20,690 ล้านหุ้น ในช่วง 20 วันทำการที่ผ่านมา

- ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบ ในสัดส่วน 2.86 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 115 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 127 ตัว

- ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 3,174 ตัว และหุ้นลบ 1,523 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นบวกต่อหุ้นลบ ที่ 2.08 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 17 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 24 ตัว ขณะที่แนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 64 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 172 ตัว

 

ที่มา Reuters

 



Related Topics

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju