วิกฤตพลังงานลามอาหาร! จับตาปุ๋ยขาดแคลน-ปัจจัยเร่งเงินเฟ้อรอบใหม่ปีนี้

รูป วิกฤตพลังงานลามอาหาร! จับตาปุ๋ยขาดแคลน-ปัจจัยเร่งเงินเฟ้อรอบใหม่ปีนี้

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 มี.ค. 69 16:53 น.

โลกจ่อเผชิญวิกฤตความมั่นคงทางอาหารระลอกใหม่ หลังสงครามอิหร่านพ่นพิษใส่ห่วงโซ่อุปทาน ปุ๋ยเคมีอย่างรุนแรง ซ้ำเติมเกษตรกรที่กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเพาะปลูกในซีกโลกเหนือและเก็บเกี่ยวในซีกโลกใต้ ขณะที่ราคาปุ๋ยดีดตัวพุ่งสูงมหาศาลจนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจฉุดรั้งผลผลิตทางเกษตรและวิกฤตอาหารโลกในปีนี้

องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของการค้าปุ๋ยทางทะเลทั่วโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญทางใต้ของอิหร่าน โดยได้รับผลกระทบอย่างหนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น มีเรือหลายลำถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในบริเวณนี้ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้การเดินเรือในเส้นทางนี้ชะงักลงโดยสิ้นเชิง

สัญญาซื้อขายปุ๋ยล่วงหน้ามีสภาพคล่องน้อยกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดอื่น ทำให้การตรวจสอบราคาเป็นไปได้ยาก ขณะที่นักวิเคราะห์ในแวดวงระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียเม็ดในอียิปต์ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักของปุ๋ยไนโตรเจน พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 700 ดอลลาร์ต่อตัน จากเดิมที่ 400-490 ดอลลาร์ก่อนเกิดสงคราม

รายงานจาก Alpine Macro ของ Oxford Economics ระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งขึ้นประมาณ 50% ขณะที่แอมโมเนียเพิ่มขึ้น 20% ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น ขณะที่ปุ๋ยชนิดอื่น เช่น โพแทชและซัลเฟอร์ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

คริส ลอว์สัน รองประธานฝ่ายข้อมูลตลาดและราคาจาก CRU ระบุว่าตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยูเรียและไนโตรเจน "เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกตัดขาด ส่งผลให้การค้าโลกปริมาณมหาศาลไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ในขณะนี้" พร้อมประมาณการว่า อุปทานเพื่อการส่งออกราว 30% หายไปจากตลาด ซึ่งรวมถึงผลผลิตจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ บาห์เรน และอิหร่านด้วย โดยอิหร่านเป็นผู้ผลิตปุ๋ยไนโตรเจนที่สำคัญและเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่ง 30% ของการค้าปุ๋ยยูเรียทั่วโลกมาจากอิหร่านและกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ

ลอว์สัน ยังระบุว่า “นี่คือห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย หากเกษตรกรไม่สามารถหาปุ๋ยยูเรียที่จำเป็นได้ ผลผลิตต่อไร่จะลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไนโตรเจนคือสารอาหารหลักที่พืชต้องการเพื่อการเติบโต แม้จะยังมีสต็อกสินค้าที่นำออกมาใช้ได้ทำให้เรายังไม่เห็นผลกระทบต่อผลผลิตในทันที แต่ความเสียหายจะปรากฏให้เห็นในช่วงปลายปีนี้"

 

ไนโตรเจน = ขาดไม่ได้

ดาบิด เฮล ผู้จัดการร่วมพอร์ตการลงทุนจาก Ninety One กล่าวว่า ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างยูเรียเป็นสินค้ากลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง เพราะต่างจากปุ๋ยกลุ่มโพแทชหรือฟอสเฟต ตรงที่ไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารเดียวที่พืชต้องการทุกปี "คุณอาจเว้นการใส่ปุ๋ยโพแทชหรือฟอสเฟตไปสักฤดูกาลได้ แต่ไม่ใช่สำหรับไนโตรเจน"

เมื่อเกษตรกรในซีกโลกเหนือถึงเวลาต้องใส่ปุ๋ยให้พืช อุปทานที่ตึงตัวจึงเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงที่มีความต้องการสูงตามวัฏจักร โดยปุ๋ยยูเรียเป็นหนึ่งในปุ๋ยที่ใช้มากที่สุดในโลก ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตของพืชหลายชนิด ทั้งข้าวโพด ข้าวสาลี เรพซีด รวมถึงผักและผลไม้บางชนิด

เมื่อครั้งที่รัสเซียรุกรานยูเครนในช่วงต้นปี 2022 ทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ โดยเฉพาะรัสเซียที่เป็นผู้ผลิตปุ๋ยโพแทชรายใหญ่ของโลก มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียในครั้งนั้นเพิ่มแรงกดดันต่อตลาด จนราคาพุ่งสูงขึ้น

เฮลเสริมว่า "ครั้งนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าอาจจะแย่ยิ่งกว่า เพราะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรในหลายพื้นที่ทั่วโลกและครอบคลุมพืชเศรษฐกิจหลัก ๆ อย่างข้าวโพด"

ซาราห์ มาร์โลว์ หัวหน้าฝ่ายราคาปุ๋ยโลกจาก Argus เห็นพ้องว่าวิกฤตในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อการค้าปุ๋ยมากกว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน "เกือบ 50% ของซัลเฟอร์ที่ซื้อขายกันทั่วโลกมาจากภูมิภาคนี้ ยูเรียคิดเป็น 1 ใน 3 และแอมโมเนียเกือบ 25%" ผลกระทบนี้รุนแรงมากเพราะส่งผลต่อผู้ผลิตจำนวนมากพร้อมกัน

มาร์โลว์ระบุ “ตลาดซัลเฟอร์ตึงตัวอยู่แล้วก่อนที่เรื่องนี้จะเริ่มขึ้น เราเห็นราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดไปเมื่อเดือนม.ค. แต่ตอนนี้การผลิตบางส่วนต้องหยุดลงและไม่สามารถส่งออกจากภูมิภาคได้ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนหนักกว่าเดิม ซึ่งมีแนวโน้มที่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นไปอีก"

นอกจากนี้ การผลิตปุ๋ยยังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนพื้นที่จัดเก็บสต็อกสินค้าที่ไม่สามารถส่งออกได้ รวมถึงการปิดแหล่งพลังงานบางแห่งในตะวันออกกลาง โดย QatarEnergy ประกาศหยุดผลิตปุ๋ยยูเรีย หลังจากตัดสินใจระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว

ขณะเดียวกัน จีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่อีกรายได้ออกมาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อปกป้องตลาดภายในประเทศจากภาวะขาดแคลนเช่นกัน

หวั่นกระทบความมั่นคงทางอาหาร

เฮลจาก Ninety One ระบุว่า โลกเข้าสู่ปี 2026 ด้วยสต็อกสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจช่วยเป็นกันชนลดผลกระทบจากการขาดแคลนข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง และข้าวได้บ้าง "สมมติว่าผลผลิตทางการเกษตรลดลง 5% ในปีนี้ ผมคิดว่าจะไม่ถึงขั้นเกิดภาวะอดอยาก แต่มันจะทำให้เกิดเงินเฟ้อในภาคอาหารอย่างแน่นอน กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่น่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด”

อินเดียซึ่งนำเข้าทั้งปุ๋ยไนโตรเจนและก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตปุ๋ยเองในประเทศ ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงจากการขาดแคลนครั้งนี้เช่นกัน

เขาตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ ก็ไม่ได้รอดพ้นจากผลกระทบของราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้น แม้สหรัฐฯ จะผลิตปุ๋ยไนโตรเจนได้เองเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด โดยข้อมูลจากสถาบันปุ๋ยแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสเฟต และโพแทชที่ใช้ในประเทศนั้นมาจากการนำเข้า

"สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อในภาคเกษตร" เฮลกล่าวถึงผลกระทบที่จะลามไปถึงสหรัฐฯ "คำถามคือจะมีบางพื้นที่ที่ไม่สามารถหาปุ๋ยได้ หรือต้องจำกัดปริมาณการใช้หรือไม่?"

ที่มา CNBC


Related Topics

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju