SCB EIC ชี้วิกฤตราคาน้ำมันโลก จากสงครามตะวันออกกลาง หนุนการเร่งเร่งผลักดันพลังงานทางเลือก

รูป SCB EIC ชี้วิกฤตราคาน้ำมันโลก จากสงครามตะวันออกกลาง หนุนการเร่งเร่งผลักดันพลังงานทางเลือก

efinAI


SCB EIC ชี้วิกฤตพลังงานโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสู่การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ไทยได้ประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานรูปแบบใหม่แล้ว

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่อง "New normal ของตลาดน้ำมันโลก : จุดจบที่จุดเริ่ม ฮอร์มุซ 2026 กับระเบียบพลังงานที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน" ว่า วิกฤตพลังงานโลกในปี 2026 จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้นของราคาน้ำมัน แต่เป็นจุดเร่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระเบียบพลังงานโลก

วิกฤตพลังงานโลกในปี 2026 ที่มีชนวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระเบียบพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่ได้ถูกกำหนดโดยกลไกด้านอุปสงค์-อุปทาน แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

 

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายมิติสำคัญของตลาดพลังงานโลก ทั้งการที่ราคาน้ำมันเริ่มสะท้อน

“ค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Risk Premium) ในระดับโครงสร้างมากขึ้น ความพยายามของประเทศผู้ผลิตในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งสำรองเพื่อลดความเสี่ยงจาก Chokepoints อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนแนวโน้มการแข่งขันด้านกำลังการผลิต (Capacity-driven Competition) ที่เพิ่มสูงขึ้น หลังเอกภาพของ OPEC+ อ่อนแอลงจากการถอนตัวของ UAE

สำหรับภูมิภาคเอเชีย วิกฤตครั้งนี้คือบททดสอบความมั่นคงที่รุนแรงที่สุดที่นำไปสู่การเร่งการเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานทางเลือก

จีนและญี่ปุ่นต้องยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve : SPR) ให้เข้มงวดในระดับที่อยู่รอดได้นานนับร้อยวันแม้เส้นทางเดินเรือจะถูกตัดขาด ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "The Green Leapfrog" หรือการก้าวกระโดดสู่พลังงานสีเขียวที่รวดเร็วขึ้น เพื่อหลุดพ้นจากกับดักฟอสซิลนำเข้าที่ควบคุมไม่ได้และกลายเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ย้อนกลับมาทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว

ในมิติของประเทศไทย รัฐบาลได้ตอบสนองต่อ New normal ของพลังงานโลกนี้ด้วยการประกาศ "ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานรูปแบบใหม่"

ภาครัฐจึงเริ่มผลักดันมาตรการในหลายมิติ ทั้งการศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการสำรองพลังงาน การเร่งสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ในพื้นที่อันดามัน การผลักดันการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนตาม MOU 44 (OCA) รวมถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอื่น ๆ ผ่านมาตรการทางการคลังและวงเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทยในระยะยาว 

ติดตามข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news


Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai