เควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ระบุว่า หากราคาน้ำมันปรับลงแรงจากความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน ก็อาจเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พิจารณาลดดอกเบี้ยได้ในอนาคต มุมมองดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมาจับตาแนวโน้มเงินเฟ้อ ทิศทางราคาพลังงาน และผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลกอย่างใกล้ชิด
แฮสเซตต์อธิบายว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในรอบนี้มาจากภาคพลังงานเป็นสำคัญ และหากราคาพลังงานอ่อนตัวลงอีก สหรัฐอาจเห็นเงินเฟ้อชะลอลงได้มากกว่าที่คาด ซึ่งเขาอ้างถึงข้อมูลล่าสุดที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่ Core CPI หรือเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งตัดอาหารและพลังงานออก ปรับขึ้น 2.8% และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน
ตลาดจับตาสัญญาณดอกเบี้ยและผลต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ในมุมของนักลงทุน หากตลาดเริ่มเชื่อว่า Fed มีโอกาสลดดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอาจได้รับแรงซื้อเพิ่ม เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรหรือยีลด์ มีแนวโน้มปรับลงตามความคาดหวังต่อดอกเบี้ยนโยบาย ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่มักได้ประโยชน์มากกว่าหุ้นคุณค่าในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาลง
อย่างไรก็ดี แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวยังไม่แน่นอน เพราะราคาน้ำมันยังเป็นตัวแปรสำคัญ หากพลังงานไม่อ่อนตัวลงตามคาด เงินเฟ้ออาจยังอยู่ในระดับสูงและทำให้เฟดต้องระมัดระวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยมากขึ้น ตลาดจึงยังต้องประเมินข้อมูลเศรษฐกิจรอบถัดไปควบคู่กับทิศทางของตลาดน้ำมันอย่างใกล้ชิด
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันตลาด
อีกปัจจัยที่ทำให้มุมมองต่อเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางไม่แน่นอน คือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงความเป็นไปได้ของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สามารถดันราคาน้ำมันให้กลับขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากเกิดขึ้นจริงก็จะกระทบต่อความคาดหวังเงินเฟ้อในทันที
ดังนั้น แม้สัญญาณจากแฮสเซตต์จะช่วยหนุนความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด แต่ภาพรวมยังขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจากับอิหร่านและทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่กัน