SCC ปรับโครงสร้างธุรกิจ รวม 3 บ.ย่อย เป็นกลุ่มธุรกิจ `เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง` มีผล 1 ก.ค.นี้

รูป SCC ปรับโครงสร้างธุรกิจ รวม 3 บ.ย่อย เป็นกลุ่มธุรกิจ `เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง` มีผล 1 ก.ค.นี้

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 พ.ค. 69 17:24 น.

SCC ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจ รวม 3 บริษัทย่อย "เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ - เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง - เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล" รวมเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกันภายใต้ชื่อ "เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง" มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ช่วยเพิ่มความสามารถการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายใน

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติการปรับโครงสร้างการบริหารบริษัทย่อย 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์, เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล ให้รวมเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกันภายใต้ชื่อ "เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง" มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

การปรับโครงสร้างครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในและเสริมสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ส่งผลให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

การรวมสินค้าและบริการของแต่ละกลุ่มธุรกิจเข้าด้วยกัน จะช่วยให้เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง สามารถนำเสนอโซลูชันที่ครบวงจร โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกช่องทาง ซึ่งจะส่งเสริมโอกาสการเติบโตและการเข้าถึงตลาดในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ โดยนายวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ซึ่งเดิมเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล จะดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

ส่วนนายสุรชัย นิ่มละออ ซึ่งเดิมเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ จะดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและเทคโนโลยี เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจอื่นในเอสซีจียังคงมีโครงสร้างการบริหารงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจคงเดิม

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น SCC จาก efin.finance ดังนี้

ที่มา : บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ลิเบอเรเตอร์

ปัจจัยบวก

แนวโน้มอัตรากำไรฟื้นตัวชัดเจนในทุกกลุ่มธุรกิจปี 2026 จากสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยให้สามารถปรับเพิ่มราคาขายตามต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost-push inflation) รวมถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวดีในช่วง Q1-Q2/69 และโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Upside) ราว 5-10 บาท จากการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจโอเลฟินส์ร่วมกับ PTTGC ซึ่งคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าและรายละเอียดของ Synergy ที่ชัดเจนขึ้นใน Q3/69 (บล.กรุงศรี)

ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด หนุนโดยภาวะอุปทานตึงตัวจากการลดกำลังการผลิตและโรงงานขนาดใหญ่ได้รับความเสียหายจากสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตราว 20% ของทั่วโลกในปัจจุบัน โดยปัจจัยดังกล่าวอาจสร้าง Upside ต่อประมาณการกำไรปี 2569 ให้เติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้เดิม (บล.บัวหลวง)

การเติบโตของกลุ่มซีเมนต์จากงานภาครัฐและการรุกสินค้ามาร์จิ้นสูง (HVA) คาดว่ายอดขายกลุ่มซีเมนต์จะเติบโตจากการเร่งส่งมอบงานตามนโยบายรัฐบาล โดยบริษัทเน้นการขายสินค้ากลุ่ม Low Carbon ที่มีอัตรากำไรดีกว่าสินค้าปกติ ซึ่งใน Q1/69 มีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 83% แล้ว รวมถึงการขยายสินค้ากลุ่ม Smart Value Product (SVP) เพื่อครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น (บล.ลิเบอเรเตอร์)

การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มซีเมนต์สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้พลังงานทางเลือกจากสารปรับปรุงสภาพทางชีวภาพและขยะเชื้อเพลิง (Biomass & RDF) ในสัดส่วน 45% ควบคู่กับการใช้พลังงานหมุนเวียน (โซลาร์เซลล์) อีกราว 40% (บล.ลิเบอเรเตอร์)

การปรับตัวของธุรกิจปิโตรเคมีท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะมีการหยุดผลิตในบางโรงงาน (ROC และ LSP) แต่โรงงาน MOC ยังคงเดินหน้าผลิตสินค้ากลุ่ม HVA ได้ต่อเนื่อง ด้านการจัดหาวัตถุดิบนอกภูมิภาคตะวันออกกลางมีการเตรียมความพร้อมและมีวัตถุดิบรองรับการผลิตไปจนถึงเดือน ก.ค.69 ขณะที่โครงการอีเทนของโรงงาน LSP มีความคืบหน้าในการก่อสร้างไปแล้ว 54% โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในครึ่งหลังของปี 2570 (บล.ลิเบอเรเตอร์)

ปัจจัยลบ

ราคาหุ้นตอบรับปัจจัยบวกและแนวโน้มการฟื้นตัวไปค่อนข้างมากแล้ว โดยราคาหุ้นในปัจจุบันได้ปรับตัวขึ้นสะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่จะฟื้นตัวในช่วง Q1-Q2/69 รวมถึงสะท้อนมูลค่าเพิ่มเบื้องต้นจากการร่วมทุนกับ PTTGC ไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้เหลืออัพไซด์ที่จำกัดในระยะสั้น (บล.กรุงศรี)

ความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างราคานาฟทาปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,050 เหรียญต่อตัน (ณ 20 เม.ย. 26) เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยใน Q1/69 ที่อยู่ระดับ 720 เหรียญต่อตัน ส่งผลให้จุดคุ้มทุน (Breakeven) ของอุตสาหกรรมขยับเพิ่มขึ้นจาก 350 เหรียญต่อตัน ขึ้นมาอยู่ที่ 500-550 เหรียญต่อตัน ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อโครงสร้างต้นทุน (บล.ลิเบอเรเตอร์)

ผลกระทบจากการหยุดเดินเครื่องโรงงานปิโตรเคมี ปัจจุบันบริษัทจำเป็นต้องหยุดการผลิตของโรงงานปิโตรเคมีถึง 2 แห่ง ได้แก่ โรงงาน ROC และโรงงาน LSP ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตรวม แม้ว่าในภาพรวมของตลาดจะถูกชดเชยด้วยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากอุปทานโลกที่หายไปก็ตาม (บล.ลิเบอเรเตอร์)

ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น SCC เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews


Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai