นิวซีแลนด์กำลังปรับเงื่อนไขโครงการ Golden Visa หรือวีซ่าลงทุนอีกครั้ง โดยครั้งนี้เปิดทางให้ผู้สมัครกลุ่ม Growth นำเงินบริจาคเพื่อการกุศลมานับรวมเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการลงทุนได้สูงสุด 20% ของวงเงินลงทุนรวม 5 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือราว 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามถ้อยแถลงของ Erica Stanford
รัฐมนตรีฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง โดยมาตรการใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลนิวซีแลนด์ในการเพิ่มแรงดึงดูดให้กับโครงการวีซ่านักลงทุน หลังจากมีการปรับกติกาไปแล้วในเดือนเมษายน 2025 ข้อมูลจาก Immigration New Zealand ระบุว่า ณ วันที่ 20 พฤษภาคม มีคำขอรวม 730 รายการ ครอบคลุม 2,390 คน และอาจนำไปสู่เงินลงทุนขั้นต่ำรวมสูงถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์
ภายใต้โครงการนี้ กลุ่ม Growth กำหนดให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงกว่า เช่น ธุรกิจหรือ Managed funds ขณะที่ Balanced category ต้องลงทุน 10 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ เป็นเวลา 5 ปี โดยกระจายเงินไปยังพันธบัตร หุ้น และอสังหาริมทรัพย์บางส่วน ซึ่งหมายความว่าเงินของผู้สมัครไม่ได้อยู่ในรูปเงินฝากเพียงอย่างเดียว แต่ถูกจัดสรรไปยังสินทรัพย์หลายประเภทตามเงื่อนไขของโปรแกรม
ผลกระทบต่อการแข่งขันดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ
ในมุมของตลาดโลก การผ่อนเกณฑ์ครั้งนี้สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นของประเทศต่าง ๆ ในการดึงดูดเงินทุนผ่านนโยบายวีซ่านักลงทุน เมื่อรัฐบาลเพิ่มความยืดหยุ่นให้นักลงทุนต่างชาติ ก็อาจทำให้โปรแกรมของนิวซีแลนด์มีความน่าสนใจมากขึ้นในสายตาผู้ที่ต้องการวางแผนพอร์ตลงทุนควบคู่กับการขอสิทธิพำนัก
ข้อมูลยังชี้ว่า ผู้สมัครประมาณหนึ่งในสามมาจากสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนว่าดีมานด์หลักมาจากกลุ่มทุนที่มีศักยภาพในการจัดสรรเงินข้ามพรมแดนได้ การเปิดให้เงินบริจาคนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขลงทุน จึงอาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและขยายฐานผู้สนใจในโครงการได้อีกทางหนึ่ง
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตา
- เงื่อนไขใหม่มีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน
- เงินบริจาคเพื่อการกุศลนับรวมได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินลงทุน
- วงเงินลงทุนของกลุ่ม Growth อยู่ที่ NZ$5 ล้าน
- กระแสตอบรับโครงการมีคำขอแล้ว 730 รายการ ครอบคลุม 2,390 คน
โดยรวมแล้ว การผ่อนเกณฑ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลนิวซีแลนด์ยังคงเดินหน้าใช้โครงการวีซ่าลงทุนเป็นเครื่องมือดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ ขณะเดียวกันก็เพิ่มทางเลือกให้ผู้สมัครจัดโครงสร้างการลงทุนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนความน่าสนใจของประเทศในฐานะจุดหมายของนักลงทุนระดับสูงต่อไป