ดัชนีเฮดจ์ฟันด์พุ่ง 5% ในเม.ย. ทุบสถิติรอบ 6 ปี รับอานิสงส์หุ้นเทคฯ ดีดแรง

รูป ดัชนีเฮดจ์ฟันด์พุ่ง 5% ในเม.ย. ทุบสถิติรอบ 6 ปี รับอานิสงส์หุ้นเทคฯ ดีดแรง

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -8 พ.ค. 69 9:09: น.


ข้อมูลจากดัชนีเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกซึ่ง HFR รวบรวม พบว่า ดัชนีเฮดจ์ฟันด์พุ่งขึ้น 5% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2020 จากแรงหนุนกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งพุ่งขึ้นถึง 14% ในรอบเดือน โดยสามารถกวาดกำไรจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Intel, Alphabet และ AMD ที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง


จอน ฟีนีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนร่วมของ Investcorp-Tages กล่าวว่า ผลงานที่แข็งแกร่งสะท้อนผ่านทุกกลยุทธ์การลงทุน โดยมีปัจจัยบวกจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง การลงทุนอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ และการลงทุนที่คึกคักในหุ้นกลุ่มหน่วยความจำ และเสริมว่า พอร์ตลูกค้าของบริษัทมีผลงานเมื่อเทียบเป็นเดือนที่ดีที่สุดในรอบกว่า 10 ปี


ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 10.4% ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การค้นพบวัคซีนโควิด-19 เมื่อเดือนพ.ย. 2020 โดยได้รับอานิสงส์จากการหยุดยิงในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ส่วนดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 15.3% ทำสถิติเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2020


หุ้น Alphabet ทะยานขึ้นประมาณหนึ่งในสาม ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดแตะระดับ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ จากธุรกิจคลาวด์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่หุ้นบริษัทกลุ่มชิปยังพุ่งแรง โดยหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว และ AMD ทะยานขึ้น 74% ส่วน Sandisk พุ่งขึ้น 73% และทะยานขึ้นไปแล้วประมาณ 412% ในปีนี้


ข้อมูลจากแผนกนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ของ Goldman Sachs ระบุว่า ระดับเลเวอเรจสุทธิของเฮดจ์ฟันด์ซึ่งเป็นมาตรวัดการกู้ยืม ปรับตัวขึ้นในเดือนเม.ย. เนื่องจากผู้จัดการกองทุนซื้อหุ้นมากกว่าขายออก ขณะที่ เอ็ดดี้ ฟิชแมน กรรมการผู้จัดการของเฮดจ์ฟันด์ DE Shaw ย้ำถึงผลกำไรจากบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม Magnificent Seven ที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยกล่าวในงานประชุม Milken ที่เบเวอร์ลีฮิลส์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่หุ้นทุกตัวพุ่งขึ้นตามสัดส่วนของขนาด แต่เป็นการพุ่งขึ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องสูงสุดอย่างกลุ่ม 7 นางฟ้า


แหล่งข่าวระบุว่า กองทุน Eureka ของ Marshall Wace มูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Long-short equity ปรับตัวขึ้น 7% ส่งผลให้ผลตอบแทนสะสมปีนี้อยู่ที่ 7.9% ด้านกองทุนเรือธง Atlas ของ Balyasny Asset Management ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก มีกำไร 3.1% ในรอบเดือน แม้ว่าผลตอบแทนทั้งปีจะยังติดลบอยู่ 0.8% ส่วน Millennium ยักษ์ใหญ่เฮดจ์ฟันด์แบบ Multi-manager ปรับตัวขึ้น 2.7% ในเดือนเม.ย. และ 3.6% สำหรับปีนี้ ขณะที่ Citadel ทำกำไรได้ 1.4% ในเดือนเม.ย. สำหรับกองทุนเรือธง Wellington ส่งผลให้ผลตอบแทนปีนี้อยู่ที่ 2.4% ทั้งนี้ Marshall Wace, Balyasny, Millennium และ Citadel ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น


ผลกำไรดังกล่าวถือเป็นการฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดจากเดือนมี.ค. ที่อุตสาหกรรมนี้เผชิญกับการขาดทุนครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเดือนมี.ค. 2020 โดยกองทุนที่คาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดเปลี่ยนทิศทางอย่างรุนแรงไปเก็งกำไรเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้น ข้อมูลจาก HFR ระบุว่ากองทุน Macro hedge fund ที่เน้นพันธบัตรและสกุลเงิน ขาดทุนเกือบ 2% ในเดือนมี.ค. ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้ 1.6% ในเดือนที่ผ่านมา


อีกปัจจัยที่ช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพคือ การลดลงของดัชนี VIX ซึ่งเป็นมาตรวัดความผันผวน จากระดับ 25 ลงต่ำกว่า 17 ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา การย่อตัวของดัชนี VIX ช่วยลดแรงกดดันจากภาวะผันผวน และสนับสนุนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่กู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางผลตอบแทนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในช่วงถัดไป


ที่มา Financial Times


Related Topics

Reported by

efin Reporter

efin Reporter