อัตราค่าระวางเรือที่เก็บสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย จากทะเลแดงไปยังเอเชียปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางมายังท่าเรือยันบูเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับเส้นทางอื่น ๆ ของโลกแทบจะหยุดชะงักไปทั้งหมด นับตั้งแต่สหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเกือบหนึ่งเดือนก่อน ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียต้องหันไปใช้ศูนย์กลางการส่งออกในทะเลแดงเพื่อระบายน้ำมันแทน ความต้องการน้ำมันและเรือบรรทุกน้ำมันอย่างเร่งด่วนส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสัปดาห์แรก ๆ และทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากมุ่งหน้าไปยังเมืองยันบู แต่เมื่อมีเรือเดินทางเข้ามามากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวจึงเริ่มคลี่คลายลง รายงานจากนายหน้าซื้อขายระบุว่า เรือ Sea Leopard ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ ได้รับการจ้างเหมาลำเมื่อวันอังคารที่ระดับ 190 WS (Worldscale) เพื่อบรรทุกน้ำมันในช่วงต้นเดือนเม.ย. จากเมืองยันบูไปยังเกาหลีใต้ โดยเรือลำนี้ได้รับข้อเสนอเกือบ 10 รายการ ซึ่งมีเจ้าของเรือรายหนึ่งเสนอราคาต่ำถึงระดับ 100 WS ก่อนจะตกลงกันได้ที่ระดับ 190 WS ทั้งนี้ Worldscale เป็นระบบกำหนดราคาที่ช่วยให้เจ้าของเรือคำนวณรายได้และบริษัทน้ำมันสามารถประมาณการต้นทุนในการเจรจาต่อรองได้ แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า อัตราค่าระวางเคยพุ่งสูงเกินระดับ 450 WS หรือคิดเป็นกว่า 450,000 ดอลลาร์ต่อวันเมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 300 WS เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมเสริมว่าอายุของเรือลำดังกล่าว ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2011 มีส่วนทำให้ราคาในสัปดาห์นี้ปรับตัวลดลงด้วย การเปลี่ยนมาใช้ท่าเรือยันบูช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันได้ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เคยส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยปริมาณการส่งออกจากท่าเรือยันบู พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 4.19 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนจะเริ่มลดลงในเวลาต่อมา บรรดาเรือบรรทุกน้ำมันยังคงหลั่งไหลไปยังเมืองยันบูด้วยความหวัง เนื่องจากปริมาณการขนส่งในจุดอื่นลดน้อยลง ปัจจุบันมีเรือบรรทุกน้ำมันเกือบ 40 ลำจอดรออยู่บริเวณรอบเมืองยันบู ขณะที่ท่าเรือสามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษได้เพียงครั้งละ 4 ลำเท่านั้น ทั้งนี้ การขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางไปเอเชีย เคยผ่านอ่าวเปอร์เซียเป็นหลักสำหรับการขนส่งไปยังเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ปัจจุบันเจ้าของเรือต้องหันมาใช้เส้นทางเดินเรือใหม่ รวมถึงราคาที่ผันผวน ที่มา Bloomberg |