บล.เคจีไอ : NEO แนะนำขาย ราคาเป้าหมายใหม่ลดลงที่ 14.10 บาท

รูป บล.เคจีไอ : NEO แนะนำขาย ราคาเป้าหมายใหม่ลดลงที่ 14.10 บาท

efinAI


ประมาณการ 1Q69F : กำไรจะลดลงมากทั้ง YoY และ QoQ

Key messagesเราคาดผลประกอบการ 1Q69F ของ NEO จะอ่อนแอลง โดยมีกำไรสุทธิที่ 83 ล้านบาท (-68% YoY และ -50% QoQ) จากมาร์จิ้นกดดัน ผลจากต้นทุนอิงกับราคาน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่สูงขึ้นและคชจ. SG&A เพิ่มเป็นหลักซึ่งกลบรายได้ 1Q69F ที่เติบโตต่ำ (+7% YoY) การที่ต้นทุนยังคงเร่งตัวสูงขึ้นแต่บริษัทยังไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นตามได้ ดังนั้น เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2569F-2570F ลง 31%/29% บนสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำลง ทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ลดลงที่ 14.10 บาท (จากเดิม 20.40 บาท) และราคาหุ้นล่าสุดจะมี downside จากราคาเป้าหมายใหม่ของเราราว 19% เราจึงปรับลดคำแนะนำลงเป็น “ขาย” (จากถือ)

Event :.   ประมาณการ 1Q69F และปรับลดกำไร ราคาเป้าหมายกับคำแนะนำลงใหม่

Impact :

กำไร 1Q69F จะทรุดลงทั้ง YoY และ QoQ
.   เราคาดว่า NEO จะแจ้งกำไรสุทธิ 1Q69F ที่ 83 ล้านบาท (-68% YoY และ -50% QoQ) การที่กำไรแย่ลง YoY หลัก ๆ จะเป็นเพราะอัตรากำไรขั้นต้นลดลงและสัดส่วน SG&A/sales สูงขึ้นจากการออกสินค้าใหม่ในไตรมาสนี้ และที่กำไรร่วงลง QoQ จะเกิดจากการดำเนินงานโดยรวมชะลอตัวลง หากกำไร 1Q69F ออกมาต่ำตามเราคาด จะคิดเป็นเพียง 14% ของประมาณการกำไรทั้งปีนี้ของเรา

รายได้ยังเติบโต YoY แต่ถูกกลบจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
.   รายได้จากการขาย 1Q69F คาดอยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท (+7% YoY แต่ -6% QoQ) การที่เติบโต YoY จะหนุนจากยอดขายในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับครัวเรือนและกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ขณะที่ คาดว่ายอดขายส่งออก 1Q69F จะลดลง YoY จากอุปสงค์ในเวียดนามและลาวชะลอตัว แต่ที่รายได้แผ่วลง QoQ จากฐาน 4Q68 สูงเพราะมีการออกแคมเปญกระตุ้นยอดขายใน 4Q68 ในแง่ GPM คาดว่าจะฟื้นตัว 1.4ppts QoQ อยู่ที่ 37.3% แต่ร่วงแรง 4.5ppts YoY สาเหตุหลักจากต้นทุนสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่พุ่งขึ้น 17% YoY ในด้านสัดส่วนคชจ. SG&A/sales คาดเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 32.9% ในไตรมาสนี้ (+3.7ppts YoY และ +4.8ppts QoQ) จากมีค่าใช้จ่ายการแนะนำออกสินค้าใหม่

ราคา CPKO พุ่งขึ้นกดดันต้นทุน; ปรับลดประมาณการปี 2569F-2570F ลง
.   ราคา CPKO ในมีนาคม 2569 ได้แตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ US$2,574/ton (+25% YoY และ +12% MoM) (Figure 3) จากอุปทานน้ำมันปาล์มดิบที่ตึงตัวและอุปสงค์ในตลาดหลักทยอยฟื้นตัว แม้ NEO จะล็อกต้นทุนวัตถุดิบช่วง 1H69F ไว้แล้วก็ตาม แต่ระดับราคาก็ยังสูงกว่าที่เราคาดไว้และจะกดดัน GPM ต่อเนื่องใน 2H69F นอกจากนี้ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งที่สูงขึ้นจะกดดันเพิ่ม ขณะที่ เราคาดว่าบริษัทจะไม่ปรับเพิ่มราคาขายสินค้าขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
.  ดังนั้น เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2569F/2570F ลง 31%/29% บนสมมติฐาน GPM ใหม่ที่ปรับลง 1.9% ในแต่ละปีและสัดส่วนคชจ. SG&A/sales ที่สูงขึ้น ปัจจุบันเราคาดกำไรปี 2569F ที่ 423 ล้านบาท (-25% YoY) โดย margin ยังกดดันอยู่ จากนั้นปี 2570F จะฟื้นตัวขึ้นราว 15% YoY อยู่ที่ 485 ล้านบาท

Valuation & action :.   หลังเราปรับลดกำไรลงใหม่แล้วแต่ยังคงสมมติฐานค่าเฉลี่ย PE ในอดีตที่ 10x (-1 S.D.) ทำให้ได้ราคาเป้าหมายลดลงใหม่ที่ 14.10 บาท (จากเดิม 20.40 บาท) ขณะนี้ ราคาปิดหุ้น NEO มี downside จากราคาเป้าหมายใหม่ของเราราว 19% ดังนั้นเราจึงปรับลดคำแนะนำหุ้น NEO ลงเป็น “ขาย” จากถือ


Risks :.   ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การแข่งขันสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงความชอบของลูกค้า


Panthip Apai
66.2658.8888 Ext. 8856
panthipa@kgi.co.th


Reported by

Phranorm Barker

Phranorm Barker

International News Officer, efinanceThai