| TU คงเป้ารายได้ปี 69 เติบโต 3-4% มองผลงาน Q2/69 ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่เป็นโลว์ซีซั่น พร้อมเร่งเพิ่มสัดส่วนยอดขายธุรกิจ Pet Care และสินค้า Value-Added ดันมาร์จิ้น ด้านที่ TFM ลุยลงทุนโรงงานใหม่ในเอกวาดอร์ เสริมกำลังการผลิตแตะ 80% ต่อยอดการเติบโตกลุ่ม TU นางสาวภิญญดา แสงศักดาหาญ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยในงาน "Earnings Call" ว่า ยังคงเป้าหมายรายได้ปีนี้โต 3-4% โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ในช่วงไตรมาส 2/69 คาดว่ายอดขายและกำไรขั้นต้น (GPM) จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไจตรมาส 1/69 ที่เป็นโลว์ซีซั่นธุรกิจ ด้านผลกระทบจากภาวะสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมัน - วัตถุดิบอย่างราคาปลา - แพ๊คเกจจิ้ง ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามมีผลกระทบต่อบริษัทฯ ค่อนข้างน้อย และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 3-4% ภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 32.50 บาท/ดอลลาร์ โดยปัจจุบันแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตรายได้ดียิ่งขึ้น โดยธุรกิจที่เติบโตอย่างโดดเด่นมาจากอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Care) และกลุ่มอาหารสัตว์ (Feed) ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ตั้งเป้าปีนี้อยู่ที่ 19-20% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากทุกหน่วยธุรกิจ ด้านสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ คาดอยู่ที่ 13.5-14.5% โดยรวมผลกระทบของประเด็นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ (Trariff) แล้ว ส่วนงบลงทุน (CAPEX) ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 5,500-6,000 ล้านบาท โดยมีบางส่วนที่เหลือจากปี 68 ซึ่งในปีนี้เตรียมลงทุนโรงงานใหม่ผลิตอาหารสัตว์ในเอกวาดอร์, การพัฒนาระบบคลังสินค้าอัตโนมัติในธุรกิจอาหารวัตว์เลี้ยง และการขยายกำลังการผลิตในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ สำหรับแผนงานการเพิ่มกำไร บริษัทฯ มุ่งเน้นในส่วนธุรกิจอาหารสัตว์(Pet Care) และกลุ่มธุรกิจสินค้าและนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added) มีสัดส่วนยอดขายค่อนข้างต่ำ ให้เพิ่มมากขึ้นเป็น 25-30% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนยอดขายรวมกันประมาณ 23% ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายน้อยกว่า เมื่อเทียบกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient) และผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง (Frozen) ทั้งนี้หากดำเนินได้ตามแผน จะช่วยหนุนให้ GPM บริษัทฯ เพิ่มขึ้น สำหรับการเข้าลงทุนใน "เอกวาดอร์" บริษัทฯ มองว่าบริษัทลูก อย่าง TFM ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เข้าไปลงทุนประเทศดังกล่าว ถือเป็นโอกาสดี เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่และเราได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น ซึ่งหากดีลดังกล่าวสำเร็จ จะช่วยหนุนความสามารถด้านการผลิต (Capacity) TFM เป็นระดับ 80% และเป็นผลดีต่อภาพรวมธุรกิจกลุ่ม TU |