แนวโน้ม Stagflation ถูกจับตาหนักขึ้น หลังนาย Valdis Dombrovskis กรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหภาพยุโรปเตือนว่า ความขัดแย้งในอิหร่านอาจกระทบเศรษฐกิจยุโรปผ่านราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกำลังกดดันทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มองว่ายูโรโซนยังไม่เข้าสู่ Stagflation เต็มรูปแบบในเวลานี้
ความเสี่ยงสแตคเฟลชันยุโรปมาจากอะไร
Dombrovskis ระบุว่าระดับราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจปรับขึ้น และลดกำลังซื้อของครัวเรือนในยุโรป ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจฉุดให้การเติบโตชะลอลงพร้อมกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง แนวโน้มดังกล่าวทำให้ Stagflation ในยุโรป กลายเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินและผู้กำหนดนโยบายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เขากล่าวว่า "ความขัดแย้งในอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปในรูปแบบของ Stagflation" และเสริมว่า "เศรษฐกิจในปัจจุบันพร้อมรับมือกับราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นฉับพลันได้ดีกว่าปี 2022" แม้จะมีความกังวลเพิ่มขึ้น แต่เขายังสะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจยุโรปในปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันต่อการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานมากกว่าช่วงก่อนหน้า
ในฝั่งนโยบายการเงิน Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า "คำว่า Stagflation เป็นคำที่เหมาะกับยุคปี 1970 และไม่ควรใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ยูโรโซนในปัจจุบัน" ซึ่งสะท้อนว่า ECB ยังไม่รีบตีความเศรษฐกิจยูโรโซนว่าเข้าสู่ภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน Kyriakos Pierrakakis ประธาน Eurogroup กล่าวว่า "ขณะนี้ยุโรปอยู่ในแนวโน้มสแตคเฟลชัน" ทำให้มุมมองของผู้กำหนดนโยบายยุโรปยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ระหว่างความกังวลต่อแรงกดดันด้านพลังงานและการประเมินว่าระบบเศรษฐกิจยังพอรับแรงกระแทกได้หรือไม่
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนักลงทุน
หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจกระทบต้นทุนของบริษัทในยุโรป และกดดันการใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนในภาพรวม สำหรับนักลงทุน ประเด็นที่ควรติดตามคือแนวโน้มเงินเฟ้อ ท่าทีของ ECB และการคาดการณ์เศรษฐกิจใหม่ของคณะกรรมาธิการยุโรปในเดือนนี้