ธปท.เผยศก.ไทย Q1/69 ขยายตัว รับส่งออกโต 17.8% จับตาแนวโน้มข้างหน้าชะลอ ยันยังไม่เกิด Stagflation

รูป ธปท.เผยศก.ไทย Q1/69 ขยายตัว รับส่งออกโต 17.8% จับตาแนวโน้มข้างหน้าชะลอ ยันยังไม่เกิด Stagflation

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 เม.ย. 69 14:59 น.

ธปท.ชี้ศก.ไทย Q1/69 โต รับส่งออกพุ่ง 17.8% เตือนแนวโน้มระยะข้างหน้าเสี่ยงแผ่ว จากสงครามตะวันออกกลาง-ดีมานด์โลก ยืนยันยังไม่เกิด Stagflation

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ขยายตัวจากไตรมาสก่อน จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น จากผลของมาตรการภาครัฐ แม้เดือน มี.ค. จะมีผลกระทบจากตะวันออกกลางเข้ามา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง จากกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป

โดยการส่งออกในไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และการนำเข้าขยายตัว 33.1% โดยขยายตัวจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปยังกลุ่มตะวันออกกลางปรับลดลงมาก ด้านการนำเข้าขยายตัวจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสำคัญ

จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 9.3 ล้านคน อย่างไรก็ตามรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น จากผลของการปรับลดเที่ยวบินและทำให้วันพักในไทยเพิ่มขึ้นชั่วคราว ด้านการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนในเดือน มี.ค. โดยรวม แล้วผลกระทบจากตะวันออกกลาง กระทบส่วนที่เกี่ยวกับพลังงานและการขนส่ง การเดินทางที่หยุดชะงักจากการปิดช่องแคบ แต่โดยรวม เศรษฐกิจยังทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยการส่งออกในเดือนมี.ค.ขยายตัว 19.3% และการนำเข้า ขยายตัว 37.2%

ขณะที่การท่องเที่ยวในเดือน มี.ค.อยู่ที่ 2.8 ล้านคน และการบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 3.6% โดยการบริโภคภาคเอกชนลดลง โดยเฉพาะหมวดโรงแรมและร้านอาหาร แม้หมวดน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งขึ้นบ้างจากความกังวลด้านราคา ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับลดลง

“จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือน มี.ค. ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตะวันออกและยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 27% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดของไทย จากข้อจำกัดด้านตะวันออกกลาง และเดือนนี้นักท่องเที่ยวจีน ก็ปรับลดลงจากที่เร่งก่อนหน้าที่มีตรุษจีน ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเพิ่มขึ้น หลังจากสิ้นสุดเดือน รอมฎอน”นางปราณี กล่าว

การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวตามการผลิตน้ำตาลเป็นหลัก โดยกผลกระทบจากสงครามยังจำกัด ขณะที่ภาคบริการปรับลดลงจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสแรกของปีนี้ติดลบ 0.54% ขณะที่เดือน มี.ค. ติดลบ 0.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเป็นหลัก ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาสแรกอยู่ที่ 0.58% และ ในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 0.57% สะท้อนการส่งผ่านราคาที่ยังจำกัดด แม้ราคาอุปกรณ์ทำความสะอาดและค่าโดยสารเครื่องบินปรับเพิ่มขึ้น

แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ต่ออุปสงค์ต่างประเทศทั้งการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศ จากการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค

ระยะต่อไปยังต้องติดตาม 1.พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง 2.ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน 3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และ 4.การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

“มองว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก ชะลอลงได้หากเทียบกับไตรมาส 4/2568 แต่ YOY ยังขยายตัวได้ แต่อาจจะไม่สูงเท่าไตรมาส 4/2568 ยังคงต้องติดตามพัฒนาการความยืดเยื้อและความรุนแรงของสงคราม หากจบได้เร็ว จะทำให้เศรษฐกิจดีกว่าคาด”นางปราณี กล่าว

ยืนยันว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทย ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะ Stagflation เนื่องจากตามหลักเศรษฐศาสตร์ ภาวะดังกล่าวต้องประกอบด้วย 2 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

เศรษฐกิจขยายตัวต่ำหรือหยุดชะงักเป็นเวลานาน และ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยมักเกิดจากการที่ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง แม้แรงกดดันด้านต้นทุนจากฝั่งอุปทาน (Supply shock) จะคลี่คลายลงแล้ว

จากการประเมินล่าสุด ยังไม่พบสัญญาณดังกล่าวในเศรษฐกิจไทย โดยอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 มีแนวโน้มเร่งขึ้นชั่วคราวอยู่ในกรอบ 3–4% ก่อนจะเฉลี่ยทั้งปีที่ประมาณ 2.9% และไม่ได้เร่งตัวต่อเนื่องในปี 2570 ซึ่งคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ราว 1.5%

ด้านเศรษฐกิจ แม้จะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในปีนี้ แต่ยังคงขยายตัวได้ โดยคาดว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.5% และเร่งขึ้นเป็นราว 2% ในปี 2570

ทั้งนี้ การประเมิน GDP ปี 2569 ที่ระดับ 1.5% ยังไม่ได้รวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดย ดร.ดอน ระบุว่า หากมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 300,000 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวของ GDP ได้อีกราว 0.5–0.7% ขึ้นอยู่กับรูปแบบและประสิทธิผลของมาตรการ

ธปท.ระบุว่าจะยังคงติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงของภาวะ Stagflation อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันของไทยยังไม่น่าเป็นกังวล


Related Topics

Reported by

Pattraporn Kiattinant

Pattraporn Kiattinant

News Editor, efinanceThai