ดาวโจนส์ปิดลบ 469 จุด หลังทรัมป์ขู่คุมน้ำมันอิหร่าน, แนสแดคเข้าสู่โซนปรับฐาน

รูป ดาวโจนส์ปิดลบ 469 จุด หลังทรัมป์ขู่คุมน้ำมันอิหร่าน, แนสแดคเข้าสู่โซนปรับฐาน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 มี.ค. 69 6:37: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดดิ่งแรงในวันพฤหัสบดี (26 มี.ค.) โดยดัชนีแนสแดคดิ่งลงกว่า 2% เข้าสู่ภาวะปรับฐาน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์และดัชนี S&P 500 ลดลงกว่า 1% จากแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความกังวลเรื่องการขยายวงของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและซ้ำเติมความกังวลด้านเงินเฟ้อ

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 45,960.11 จุด ลดลง 469.38 จุด (1.01%) ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,477.16 จุด ลดลง 114.74 จุด (-1.74%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 21,408.08 จุด ลดลง 521.74 จุด (-2.38%)

ดัชนีแนสแดคร่วงลงถึง 10.7% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2025 ซึ่งเป็นการยืนยันเข้าสู่การปรับฐานอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ดัชนีแนสแดคและ S&P 500 ลดลงมากที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าอิหร่านต้องทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง และยังเตือนว่าการเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันของอิหร่านเป็นหนึ่งในทางเลือก ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อยุติการสู้รบที่ดำเนินมาเกือบสี่สัปดาห์นั้น ไม่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายตนเอง พร้อมย้ำว่ากระบวนการทางการทูตยังไม่สิ้นสุดลง

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นฟิวเจอร์สลดช่วงลบลงเล็กน้อยในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังทรัมป์กล่าวว่า ได้ระงับการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านเป็นเวลา 10 วันไปจนถึงวันที่ 6 เม.ย. ตามคำขอของรัฐบาลอิหร่าน ทั้งยังระบุว่าการเจรจากับรัฐบาลเตหะรานกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี

ก่อนหน้านี้ ยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้าที่ชัดเจนและส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปิดพุ่ง 4.6% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่ง 5.7% ซึ่งส่งผลให้ดัชนีลบช่วงบวกที่ทำไว้เมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนมีความหวังว่า สถานการณ์สงครามซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะลดความตึงเครียดลง

ดัก บีธ นักกลยุทธ์หุ้นจาก Wells Fargo Investment Institute ระบุว่า สถานการณ์มีความผันผวนมากขึ้น และไม่ชัดเจนว่าทรัมป์กำลังเจรจากับฝ่ายใด ความไม่แน่นอนของสงครามทำให้เกิดแรงเทขายหุ้น เนื่องจากเต็มไปด้วยสัญญาณที่ขัดแย้งกัน

ปีเตอร์ ทูซ ประธานบริษัท Chase Investment Counsel ตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน ตลาดหุ้นมักจะอ่อนแรงในวันศุกร์ และดัชนี S&P 500 อาจปรับฐานตามดัชนีแนสแดคในไม่ช้า หลังจากตลาดปรับตัวดีมาตลอดสามปี การเทขายในระดับ 10-20% จึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วในช่วงที่ประกาศกำแพงภาษี อย่างไรก็ตาม ตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่ไม่สู้ดีนักอาจกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายและทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้บั่นทอนทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดย OECD ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.9% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.3%

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่า ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5,000 ราย มาอยู่ที่ 210,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- หุ้นส่วนใหญ่ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง ขณะที่กลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นมากที่สุดที่ 1.6% ส่วนกลุ่มสาธารณูปโภคบวก 0.2%

- กลุ่มบริการการสื่อสารร่วงลงมากที่สุด ปิดลบ 3.5% และกลุ่มเทคโนโลยีลดลง 2.7% นำโดยหุ้น Meta และ Alphabet ที่ร่วงลง 7.96% และ 3.06% หลังคณะลูกขุนในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ตัดสินให้ทั้งสองบริษัทมีความผิดฐานออกแบบแพลตฟอร์มโซเชียลที่เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการพิจารณาและตัดสินคดีในลักษณะนี้

- หุ้นกลุ่มชิปเป็นอีกกลุ่มที่ถ่วงตลาด ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียดิ่งลง 4.8% หลังจากที่บวกติดต่อกันสามวัน โดยหุ้น Nvidia ผู้นำด้านชิป AI ปิดลบกว่า 4% และฉุดดัชนีดาวโจนส์มากที่สุด

- หุ้นบริษัทเหมืองทอง อาทิ Sibanye Stillwater และ Harmony Gold ดิ่งลงกว่า 4% ตามทิศทางราคาทองคำแท่งที่ลดลงกว่า 2%

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ บางเบา อยู่ที่ 16,500 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20,540 ล้านหุ้น ในช่วง 20 วันทำการที่ผ่านมา

- ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 3.16 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 121 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 202 ตัว

- ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 1,385 ตัว และหุ้นลบ 3,423 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นบวกต่อหุ้นลบที่ 2.47 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 20 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 8 ตัว

ที่มา Reuters


Related Topics

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju