6 May 2026 21:14ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่ง กดดันชาวนาอินเดีย-เวียดนาม-ไทยราคาปุ๋ยยูเรียพุ่ง กดดันชาวนาอินเดีย-เวียดนาม-ไทยTranslatestar_borderModal Upgrade PackageefinAI สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 พ.ค. 69 14:14 น. ราคาปุ๋ยยูเรีย ที่ปรับขึ้นแรงกำลังกดดันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอินเดีย เวียดนาม และไทยในช่วงเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกเดือนพฤษภาคม ขณะที่ต้นทุนการผลิตในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อด้านอาหาร นักลงทุนและผู้ติดตามธีมสินค้าโภคภัณฑ์ควรจับตาความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนของปุ๋ยและข้าวอย่างใกล้ชิดทำไมราคาปุ๋ยยูเรียถึงพุ่งราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกระทบต่อชาวนาในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่หลายประเทศกำลังเตรียมเข้าสู่ฤดูปลูก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหาร โดย ราคาปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้น 18% ในเดือนเมษายน หลังจากเพิ่มขึ้น 54% ในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่งในตะวันออกกลางข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าราคาอ้างอิงระหว่างประเทศของปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ 857 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเดือนเมษายน สูงกว่าระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 726 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้ในเดือนมีนาคม และสูงกว่าระดับปีก่อนมากกว่าสองเท่า ธนาคารโลกคาดว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2026 โดยราคาปุ๋ยยูเรียอาจเพิ่มขึ้นราว 60% ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรและค่าขนส่งที่สูงขึ้นคาดว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 50% ถึง 80% ในตลาดเกิดใหม่เกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยแทนการส่งผ่านต้นทุน ซึ่งจะกดดันผลผลิต และยิ่งทำให้ความเสี่ยงต่ออุปทานอาหารเพิ่มขึ้นในช่วงที่ต้นทุนการเพาะปลูกสูงเป็นพิเศษผลกระทบต่อฤดูกาลปลูกข้าวในเอเชียในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเริ่มต้นฤดูฝนเป็นช่วงสำคัญของการปลูกข้าว โดยข้าวอินดิกาและข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นพันธุ์หลักของการค้าข้าวโลกคิดเป็นประมาณ 90% ของการค้าข้าวทั่วโลก เดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เกษตรกรในอินเดีย เวียดนาม และไทยเริ่มหว่านข้าวหรือย้ายกล้าไปยังแปลง ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนเกิดขึ้นตรงกับช่วงเวลาสำคัญของการผลิตเวียดนาม ไทย และบังกลาเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าและมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายจากต่างประเทศ ฟิลิปปินส์และประเทศในแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารายังมีความต้องการข้าวสูงและพึ่งพาการนำเข้า หากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอโมซยังยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อวิกฤตอาหารจะสูงขึ้นมุมมองตลาดและสิ่งที่ต้องติดตามผลกระทบต่อบริษัทและภาคส่วนเกิดขึ้นโดยตรงกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น และอาจกดดันผลผลิต ส่วนผลกระทบต่อตลาดคือราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตในตลาดเกิดใหม่ ทำให้ภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นติดตามการเคลื่อนไหวของราคาปุ๋ยยูเรียในเดือนถัดไป หลังการเพิ่มขึ้น 18% ในเดือนเมษายนและ 54% ในเดือนมีนาคมติดตามผลกระทบต่อฤดูกาลเพาะปลูกในอินเดีย เวียดนาม และไทยช่วงเดือนพฤษภาคมติดตามความต่อเนื่องของการหยุดชะงักในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอโมซ ซึ่งอาจกระทบซัพพลายและต้นทุนต่อเนื่องติดตามการคาดการณ์ราคาปุ๋ยปี 2026 ของธนาคารโลกธนาคารโลกระบุว่าราคาอ้างอิงระหว่างประเทศของปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ 857 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเดือนเมษายน และคาดว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2026 ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังมีโอกาสต่อเนื่องในภาคเกษตรกรรมของตลาดเกิดใหม่สรุปสำหรับนักลงทุนข่าว ปุ๋ยแพง และ ราคาปุ๋ยยูเรีย ที่พุ่งแรงไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนของเกษตรกร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้ออาหาร ซัพพลายข้าว และความเสี่ยงด้านสินค้าจำเป็นในภูมิภาคเอเชีย นักลงทุนควรติดตามธีม Food Inflation ความผันผวนของสินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยงจากซัพพลายเชนของปุ๋ยนำเข้าอย่างใกล้ชิด efinAIRelated TopicsCommodityอาหาร/เกษตรเศรษฐกิจภาวะตลาดInflationGlobal MacroBaht CurrencyReported byefin Reporter
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 พ.ค. 69 14:14 น. ราคาปุ๋ยยูเรีย ที่ปรับขึ้นแรงกำลังกดดันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอินเดีย เวียดนาม และไทยในช่วงเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกเดือนพฤษภาคม ขณะที่ต้นทุนการผลิตในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อด้านอาหาร นักลงทุนและผู้ติดตามธีมสินค้าโภคภัณฑ์ควรจับตาความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนของปุ๋ยและข้าวอย่างใกล้ชิดทำไมราคาปุ๋ยยูเรียถึงพุ่งราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกระทบต่อชาวนาในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่หลายประเทศกำลังเตรียมเข้าสู่ฤดูปลูก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหาร โดย ราคาปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้น 18% ในเดือนเมษายน หลังจากเพิ่มขึ้น 54% ในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่งในตะวันออกกลางข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าราคาอ้างอิงระหว่างประเทศของปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ 857 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเดือนเมษายน สูงกว่าระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 726 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้ในเดือนมีนาคม และสูงกว่าระดับปีก่อนมากกว่าสองเท่า ธนาคารโลกคาดว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2026 โดยราคาปุ๋ยยูเรียอาจเพิ่มขึ้นราว 60% ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรและค่าขนส่งที่สูงขึ้นคาดว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 50% ถึง 80% ในตลาดเกิดใหม่เกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยแทนการส่งผ่านต้นทุน ซึ่งจะกดดันผลผลิต และยิ่งทำให้ความเสี่ยงต่ออุปทานอาหารเพิ่มขึ้นในช่วงที่ต้นทุนการเพาะปลูกสูงเป็นพิเศษผลกระทบต่อฤดูกาลปลูกข้าวในเอเชียในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเริ่มต้นฤดูฝนเป็นช่วงสำคัญของการปลูกข้าว โดยข้าวอินดิกาและข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นพันธุ์หลักของการค้าข้าวโลกคิดเป็นประมาณ 90% ของการค้าข้าวทั่วโลก เดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เกษตรกรในอินเดีย เวียดนาม และไทยเริ่มหว่านข้าวหรือย้ายกล้าไปยังแปลง ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนเกิดขึ้นตรงกับช่วงเวลาสำคัญของการผลิตเวียดนาม ไทย และบังกลาเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าและมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายจากต่างประเทศ ฟิลิปปินส์และประเทศในแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารายังมีความต้องการข้าวสูงและพึ่งพาการนำเข้า หากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอโมซยังยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อวิกฤตอาหารจะสูงขึ้นมุมมองตลาดและสิ่งที่ต้องติดตามผลกระทบต่อบริษัทและภาคส่วนเกิดขึ้นโดยตรงกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น และอาจกดดันผลผลิต ส่วนผลกระทบต่อตลาดคือราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตในตลาดเกิดใหม่ ทำให้ภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นติดตามการเคลื่อนไหวของราคาปุ๋ยยูเรียในเดือนถัดไป หลังการเพิ่มขึ้น 18% ในเดือนเมษายนและ 54% ในเดือนมีนาคมติดตามผลกระทบต่อฤดูกาลเพาะปลูกในอินเดีย เวียดนาม และไทยช่วงเดือนพฤษภาคมติดตามความต่อเนื่องของการหยุดชะงักในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอโมซ ซึ่งอาจกระทบซัพพลายและต้นทุนต่อเนื่องติดตามการคาดการณ์ราคาปุ๋ยปี 2026 ของธนาคารโลกธนาคารโลกระบุว่าราคาอ้างอิงระหว่างประเทศของปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ 857 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเดือนเมษายน และคาดว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2026 ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังมีโอกาสต่อเนื่องในภาคเกษตรกรรมของตลาดเกิดใหม่สรุปสำหรับนักลงทุนข่าว ปุ๋ยแพง และ ราคาปุ๋ยยูเรีย ที่พุ่งแรงไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนของเกษตรกร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้ออาหาร ซัพพลายข้าว และความเสี่ยงด้านสินค้าจำเป็นในภูมิภาคเอเชีย นักลงทุนควรติดตามธีม Food Inflation ความผันผวนของสินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยงจากซัพพลายเชนของปุ๋ยนำเข้าอย่างใกล้ชิด
ราคาปุ๋ยยูเรีย ที่ปรับขึ้นแรงกำลังกดดันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอินเดีย เวียดนาม และไทยในช่วงเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกเดือนพฤษภาคม ขณะที่ต้นทุนการผลิตในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อด้านอาหาร นักลงทุนและผู้ติดตามธีมสินค้าโภคภัณฑ์ควรจับตาความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนของปุ๋ยและข้าวอย่างใกล้ชิดทำไมราคาปุ๋ยยูเรียถึงพุ่งราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกระทบต่อชาวนาในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่หลายประเทศกำลังเตรียมเข้าสู่ฤดูปลูก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหาร โดย ราคาปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้น 18% ในเดือนเมษายน หลังจากเพิ่มขึ้น 54% ในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่งในตะวันออกกลางข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าราคาอ้างอิงระหว่างประเทศของปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ 857 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเดือนเมษายน สูงกว่าระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 726 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้ในเดือนมีนาคม และสูงกว่าระดับปีก่อนมากกว่าสองเท่า ธนาคารโลกคาดว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2026 โดยราคาปุ๋ยยูเรียอาจเพิ่มขึ้นราว 60% ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรและค่าขนส่งที่สูงขึ้นคาดว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 50% ถึง 80% ในตลาดเกิดใหม่เกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยแทนการส่งผ่านต้นทุน ซึ่งจะกดดันผลผลิต และยิ่งทำให้ความเสี่ยงต่ออุปทานอาหารเพิ่มขึ้นในช่วงที่ต้นทุนการเพาะปลูกสูงเป็นพิเศษผลกระทบต่อฤดูกาลปลูกข้าวในเอเชียในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเริ่มต้นฤดูฝนเป็นช่วงสำคัญของการปลูกข้าว โดยข้าวอินดิกาและข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นพันธุ์หลักของการค้าข้าวโลกคิดเป็นประมาณ 90% ของการค้าข้าวทั่วโลก เดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เกษตรกรในอินเดีย เวียดนาม และไทยเริ่มหว่านข้าวหรือย้ายกล้าไปยังแปลง ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนเกิดขึ้นตรงกับช่วงเวลาสำคัญของการผลิตเวียดนาม ไทย และบังกลาเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นทั้งผู้ปลูกและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าและมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายจากต่างประเทศ ฟิลิปปินส์และประเทศในแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารายังมีความต้องการข้าวสูงและพึ่งพาการนำเข้า หากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอโมซยังยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อวิกฤตอาหารจะสูงขึ้นมุมมองตลาดและสิ่งที่ต้องติดตามผลกระทบต่อบริษัทและภาคส่วนเกิดขึ้นโดยตรงกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น และอาจกดดันผลผลิต ส่วนผลกระทบต่อตลาดคือราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตในตลาดเกิดใหม่ ทำให้ภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นติดตามการเคลื่อนไหวของราคาปุ๋ยยูเรียในเดือนถัดไป หลังการเพิ่มขึ้น 18% ในเดือนเมษายนและ 54% ในเดือนมีนาคมติดตามผลกระทบต่อฤดูกาลเพาะปลูกในอินเดีย เวียดนาม และไทยช่วงเดือนพฤษภาคมติดตามความต่อเนื่องของการหยุดชะงักในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอโมซ ซึ่งอาจกระทบซัพพลายและต้นทุนต่อเนื่องติดตามการคาดการณ์ราคาปุ๋ยปี 2026 ของธนาคารโลกธนาคารโลกระบุว่าราคาอ้างอิงระหว่างประเทศของปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ 857 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเดือนเมษายน และคาดว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2026 ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังมีโอกาสต่อเนื่องในภาคเกษตรกรรมของตลาดเกิดใหม่สรุปสำหรับนักลงทุนข่าว ปุ๋ยแพง และ ราคาปุ๋ยยูเรีย ที่พุ่งแรงไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนของเกษตรกร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้ออาหาร ซัพพลายข้าว และความเสี่ยงด้านสินค้าจำเป็นในภูมิภาคเอเชีย นักลงทุนควรติดตามธีม Food Inflation ความผันผวนของสินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยงจากซัพพลายเชนของปุ๋ยนำเข้าอย่างใกล้ชิด