Krungthai COMPASS ประเมินสงครามตะวันออกกลางสั่นคลอนท่องเที่ยวไทย ต้นทุนเดินทางพุ่ง–ตลาดระยะไกลสะดุด ฉุด ‘รายได้’ มากกว่า ‘จำนวน’

รูป Krungthai COMPASS ประเมินสงครามตะวันออกกลางสั่นคลอนท่องเที่ยวไทย ต้นทุนเดินทางพุ่ง–ตลาดระยะไกลสะดุด ฉุด ‘รายได้’ มากกว่า ‘จำนวน’

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 พ.ค. 69 14:31 น.

Key Highlights:
• ความไม่สงบในตะวันออกกลางกดดันภาคท่องเที่ยวไทย ผ่าน Aviation Disruption ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านการบินต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น และกระทบความเชื่อมั่นในการเดินทางโดยในระยะแรก (มี.ค. 2569) ผลกระทบเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว กลุ่ม ME เป็นหลัก ขณะที่ เม.ย. 2569 เริ่มขยายวงไปถึงกลุ่ม EU

• ผลกระทบครั้งนี้อาจไม่ได้จำกัดแค่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ยังเสี่ยงที่จะสูญเสียนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending เนื่องจาก USA, EU และ ME มี Spending per head สูงกว่าค่าเฉลี่ย 25%-80% และเป็นกลุ่มที่เผชิญ Aviation Disruption มากกว่า ทำให้ไทยมีโอกาส “สูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง”

• รายได้ท่องเที่ยวปี 2569 เผชิญ Downside ลึกกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว โดยในกรณีที่สงครามยุติภายใน มิ.ย. 2569 คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะ อยู่ที่ 32.1 ล้านคน หรือ -2.5%YoY แต่รายได้หดตัวแรงกว่าที่ -5.2%YoY อยู่ที่ราว1.46 ล้านล้านบาท แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้จากกลุ่ม Long-haul และหากสงครามยืดเยื้อ จำนวนและรายได้ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสต่ำกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากผลกระทบอาจจะลามไปยังนักท่องเที่ยวกลุ่ม Short-haul

สงครามตะวันออกกลางกำลังเขย่าท่องเที่ยวไทย ผ่าน “Aviation Disruption”
แม้ในช่วงต้นปี 2569 ภาคท่องเที่ยวไทยจะมีสัญญาณฟื้นตัวที่ดีขึ้น สะท้อนจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมใน 2M 2569 ที่ 6.5 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 90% จากช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2562)

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปลาย ก.พ. 2569 ได้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน ข้อจำกัดด้านการบิน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นในการเดินทางที่ลดลง โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรกๆ เนื่องจากนักท่องเที่ยวสามารถเลื่อน/เปลี่ยนจุดหมาย หรือยกเลิกการเดินทางได้ทันทีเมื่อเกิดความไม่แน่นอนสะท้อนจาก การค้นหาเที่ยวบินมายังประเทศไทยของกลุ่ม Long-haul โดยเฉพาะ ยุโรปที่ต้องเปลี่ยนเครื่องที่ตะวันออกกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางเองที่ลดลงชัดเจนตั้งแต่ มี.ค.2569

ผลกระทบเริ่มลามจาก Middle East ไปสู่ Long-haul
ในระยะแรก (มี.ค. 2569) ผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวกลุ่ม Middle Eastผ่านข้อจำกัดด้านการปิดน่านฟ้าเป็นหลัก โดยในมี.ค. 2569 นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่เดินทางเข้าไทยมีจำนวนลดลงเหลือเพียง 1.2 หมื่นคน (-33.3%YoY) ซึ่งโดยปกติแล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.3% เท่านั้น (อ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568)

อย่างไรก็ตาม ใน เม.ย. 2569 เริ่มเห็นสัญญาณว่าแรงกดดันขยายวงไปถึงนักท่องเที่ยว Long-haul โดยเฉพาะ EU ที่มีสัดส่วนราว 25% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ก็หดตัวถึง -15.6%YoY ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนการบินที่สูงขึ้นจากการที่หลายสายการบินปรับขึ้นค่าโดยสารตามราคา Jet Fuel ที่สูงขึ้น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางก็หดตัวถึง -57.1%YoY ในเดือนเดียวกัน หดตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเช่นเดียวกัน

ถึงแม้ นทท. จีนจะเริ่มฟื้นตัวแต่ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด
แม้นักท่องเที่ยวจีนจะขยายตัว 15.7%YoY ในช่วง 4M 2569 และฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่ ก.พ.2569 มา 3 เดือนติดต่อกัน กลับมาเป็นแรงพยุงสำคัญ จากการฟื้นตัวของเที่ยวบินตรงและกิจกรรมส่งเสริมตลาดที่ช่วยกระตุ้นการเดินทางบางส่วน

แต่อย่างไรก็ดี แรงพยุงดังกล่าวกลับยังไม่ชดเชยการลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียและ Long-haul เนื่องจากในช่วงต้นปี 2569 นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ของไทย ขณะที่เหตุการณ์ตะวันออกกลางก็ส่งผลต่อกลุ่ม Long-haul ส่งผลให้ 4M 2569 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมราว 11.7 ล้านคน (-3.4%YoY) ภาวะดังกล่าวส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติยืนอยู่ในระดับ 6.06 แสนล้านบาท หดตัว -1.9%YoY ในช่วงเวลาเดียวกัน

Aviation Disruption Risk ที่กระทบ นทท. Long-haul และ ME อาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้ที่รุนแรงขึ้น
Aviation Disruption Risk คือ ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางต่อ นทท. แต่ละชาติที่เดินทางมาไทย ซึ่งประเมินผ่าน 3 ปัจจัย ประกอบด้วย 1) ระยะทางบิน 2) การพึ่งพา Hub ตะวันออกกลาง และ 3) ความเสี่ยงของเส้นทางบิน หากค่า Aviation Disruption Risk สูง หมายถึง นทท. กลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง

นักท่องเที่ยว Long-haul กลุ่ม High spendingได้แก่ USA, EU และ Middle East มี Aviation Disruption Risk สูง เพราะมีระยะบินไกลกว่า พึ่งพาการต่อเครื่องมากกว่า อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลกระทบจากสงครามผ่านการจำกัดน่านฟ้าสูงกว่า ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มี Spending per Head สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 25%-80% ดังนั้น ความเสี่ยงของภาคท่องเที่ยวไทยอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง” แต่จะลุกลามไปสู่ “การสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง”

ทบทวนภาคท่องเที่ยวปี 2569 คาด นทท. ต่างชาติ 32.1 ล้านคน จับตารายได้อาจหดตัวแรงกว่าจำนวน
Krungthai COMPASS ประเมินฉากทัศน์ของภาคการท่องเที่ยวของไทยไว้ 2 กรณี คือ “Base Case” หรือสงครามยุติภายใน มิ.ย. 2569 ส่งผลให้ทิศทางราคาพลังงานทยอยปรับลดลงในช่วง Q3 2569 และ “Downside Case” ที่สงครามยืดเยื้อตลอดปี 2569 ซึ่งสายการบินจะส่งผ่านต้นทุนไปยังค่าโดยสารมากขึ้นในช่วง H2 2569 เป็นต้นไป

Base Case
Krungthai COMPASS คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ที่ 32.1 ล้านคน สร้างรายได้ 1.46 ล้านล้านบาท หดตัว -2.5%YoY และ -5.2%YoY ตามลำดับ เพราะแม้นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยกลุ่ม Long-haul ซึ่งมี Spending per Head สูง รายได้จากการท่องเที่ยว จึงมีแนวโน้มหดตัวสูงกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว

Downside Case
ในกรณีสงครามยืดเยื้อตลอดปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดเหลือ 29.4 ล้านคน สร้างรายได้ 1.33 ล้านล้านบาท หดตัว -10.7%YoY และ -13.6%YoY ตามลำดับ เนื่องจากการที่แรงกดดันอาจลามไปถึง Q4 2569 จะตรงกับช่วงเวลา High Season ของกลุ่ม Long-haul พอดี

ขณะที่กลุ่ม Short-haul แม้มีความเสี่ยงจาก Aviation Disruption ต่ำกว่า แต่ดีมานด์มีแนวโน้มถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่อาจยืนสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้ แรงกดดันจากเงินเฟ้อและบรรยากาศการเดินทางที่เปราะบางขึ้น อาจทำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่าย เลื่อนทริป หรือ ลดระยะเวลาพำนัก เป็นต้น

ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีแนวโน้มกระจุกในจังหวัดที่พึ่งพาตลาด Middle East และ EU สูง
เกิน 80% ของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมคาดว่าลูกค้า Long-haul ใน Q2 2569 จะลดลงจากปีก่อนหน้า ภาวะดังกล่าวจะส่งผลต่อโรงแรมในจังหวัดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเป็นหลัก

จังหวัด Top 5 ที่นักท่องเที่ยวกลุ่ม Long-haul และ Middle East นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนโรงแรมระดับกลาง-บน รีสอร์ต และธุรกิจบริการที่เชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูงค่อนข้างมาก

ธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น กิจกรรมท่องเที่ยว Medical/Wellness บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และการขนส่งนักท่องเที่ยวในพื้นที่ ก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องผ่านการจองที่ชะลอ อัตราเข้าพักที่ลดลง ค่าใช้จ่ายต่อทริปที่อ่อนลง และจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง โดยเฉพาะ หากแรงกดดันยืดเยื้อไปถึงช่วง High Season ของตลาดระยะไกล


Summary
เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปลาย ก.พ. 2569 ได้ส่งผลให้กระทบต่อภาคท่องเที่ยวไทยผ่าน Aviation Disruption ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านการบิน ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น และกระทบความเชื่อมั่นในการเดินทาง โดยในระยะแรก (มี.ค. 2569) ผลกระทบเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวกลุ่ม Middle East ผ่านข้อจำกัดด้านการปิดน่านฟ้า เป็นหลัก ส่งผลให้ มี.ค. 2569 นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่เดินทางเข้าไทยมีจำนวนลดลงเหลือเพียง 1.2 หมื่นคน (-33.3%YoY)

และใน เม.ย. 2569 เริ่มเห็นสัญญาณการขยายวงของแรงกดดันสู่ตลาด Long-haul อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป (EU) ที่หดตัว -15.6%YoY ส่วนหนึ่งจากต้นทุนการบินที่สูงขึ้นตามราคา Jet Fuel ซึ่งผลักให้สายการบินปรับขึ้นค่าโดยสาร ขณะเดียวกัน ตลาดตะวันออกกลางหดตัวรุนแรง -57.1%YoY หดตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในระยะเวลาอันสั้น

โดยนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long-haul ที่เป็นกลุ่ม High-spending ได้แก่ USA, EU และ Middle East ต้องเผชิญ Aviation Disruption Risk ในระดับสูง เนื่องจากมีเส้นทางบินระยะไกล และต้องพึ่งพาการต่อเครื่องมายังไทย ผ่าน Hub สำคัญ เช่น ตะวันออกกลาง ทำให้มีความเสี่ยงสูงจากการปิดน่านฟ้า หรือเปลี่ยนเส้นทางบิน และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งการเพิ่มระยะเวลาเดินทาง ต้นทุนค่าโดยสาร และความไม่แน่นอนของตารางบิน ส่งผลให้ต้นทุน “รวมต่อทริป” สูงขึ้น และท้ายที่สุดอาจกระทบให้ชะลอการเดินทางท่องเที่ยว ดังนั้น ความเสี่ยงของภาคท่องเที่ยวไทยอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง” แต่จะลุกลามไปสู่ “การสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง”

ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีแนวโน้มกระจุกในจังหวัดที่พึ่งพา ตลาด Middle East และ EU สูง โดยจังหวัด Top 5 ที่นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนโรงแรมระดับกลาง-บน รีสอร์ต และธุรกิจบริการที่เชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูงค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า รายได้ท่องเที่ยวปี 2569 เผชิญ Downside ลึกกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว โดยในกรณีที่สงครามยุติภายใน มิ.ย. 2569 คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะอยู่ที่ 32.1 ล้านคน (-2.5%YoY) แต่รายได้หดตัวแรงกว่าที่ -5.2%YoY อยู่ที่ราว 1.46 ล้านล้านบาท และหากสงครามยืดเยื้อ จำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสต่ำกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากผลกระทบอาจจะลามไปถึง Q4 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของ Long-haul และยังลามไปถึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม Short-haul อีกด้วย

ดังนั้น การรับมือจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้รับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น โดย ภาครัฐควรใช้แนวคิด Reinvent Thailand เป็นเครื่องมือเร่ง Transformation ของภาคท่องเที่ยว โดยสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือดิจิทัลสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยแข่งขันได้ด้วยคุณภาพ ความยั่งยืน และ resilience มากกว่าการพึ่งพา volume เพียงอย่างเดียว

ธนา ตุลยกิจวัตร
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS


Related Topics

Reported by

Chutima Musikajaroen

Chutima Musikajaroen

International News Officer, efinanceThai