ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนในวันอังคาร (24 มี.ค.) ขณะที่นักลงทุนประเมินปัจจัยทั้งบวกและลบระหว่างราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกับโอกาสที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจะยุติลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า การเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้า ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่าสหรัฐฯ เตรียมส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังตะวันออกกลาง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 46,124.06 จุด ลดลง 84.41 จุด (-0.18%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,556.37 จุด ลดลง 24.63 จุด (-0.37%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 21,761.89 จุด ลดลง 184.86 จุด (-0.84%) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของสงครามท่ามกลางการประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปีที่เป็นไปอย่างซบเซา ซึ่งเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้น แม้ดัชนีจะขยับขึ้นมาบ้างหลังจากทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐฯ กำลังหารือกับบุคคลที่เหมาะสมในอิหร่านเพื่อบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้ง และระบุว่าอิหร่านตกลงที่จะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่รายงานที่ว่ากระทรวงกลาโหมเตรียมส่งทหารหน่วยรบพิเศษจากกองพลทหารร่มที่ 82 (82nd Airborne Division) จำนวนหลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง ได้สร้างความกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อและทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่งทำสถิติบวกสูงสุดในวันเดียวนับตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. เนื่องจากราคาน้ำมันร่วงลงหลังจากทรัมป์ประกาศชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านและเปิดเผยเรื่องการเจรจากับอิหร่าน แม้ว่าทางเตหะรานจะปฏิเสธเรื่องดังกล่าวก็ตาม ทว่าในวันอังคารราคาพลังงานกลับดีดตัวขึ้นอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปิดบวกมากกว่า 4% แครอล ชไลฟ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การตลาดของ BMO Private Wealth ระบุว่า ตลาดหุ้นพยายามประคองตัว ขณะที่นักลงทุนเฝ้าติดตามรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด พฤติกรรมของตลาดจึงอิงกับปัจจัยในระยะที่สั้นมาก ๆ ตลาดพยายามรักษามุมมองเชิงบวกจากวันก่อน และพร้อมที่จะมองข้ามประเด็นสงครามไปแม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน 100% ก็ตาม แต่ความวิตกกังวลก็ยังมีอยู่มากเช่นกัน โดยนักลงทุนกำลังจับตาดูราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางความกังวลว่า ตัวแปรทั้งสองจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานเกินไปจนเริ่มส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เควิน กอร์ดอน หัวหน้าฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์มหภาคจากศูนย์วิจัย Schwab Center for Financial Research ชี้ให้เห็นถึงการถูกซ้ำเติมจากราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation สภาพแวดล้อมเช่นนี้มีความเชื่อมั่นต่ำมาก และไม่มีใครต้องการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม Barclays ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี S&P 500 ปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 7,650 จุด จากเดิม 7,400 จุด โดยอ้างอิงจากคาดการณ์ผลกำไรที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงในระดับมหภาค เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง, การดิสรัปต์จากเทคโนโลยี AI และความตึงเครียดในตลาดสินเชื่อภาคเอกชน ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่า กิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือนในเดือนมี.ค. เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนอื่น ๆ ปรับตัวสูงขึ้น โดยผลสำรวจจาก S&P Global ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิต-บริการขั้นต้น เดือนมี.ค. ร่วงลงสู่ระดับ 51.4 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. ปีที่แล้ว และเป็นการปรับตัวลดลงจากระดับ 51.9 ในเดือนก.พ. ภาพรวมหุ้นรายตัว-อุตสาหกรรม - หุ้น 4 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ปิดแดนลบ โดยกลุ่มพลังงานพุ่งนำตลาด บวก 2.05% ขณะที่กลุ่มบริการสื่อสารดิ่งมากที่สุด 2.50% ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยีที่ลดลง 0.76% - ความกังวลเกี่ยวกับสินเชื่อภาคเอกชนกลับมาอีกครั้ง หลังจากมีรายงานว่า Ares Management และ Apollo Global Management ได้จำกัดการขายคืนหน่วยลงทุนไว้ที่ 5% เนื่องจากมียอดคำขอถอนเงินพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ Ares Management ปิดลบ 1% ขณะที่หุ้น Apollo บวกขึ้น 0.7% ส่วนหุ้นในกลุ่มเดียวกันต่างปรับตัวลดลงเช่นกัน โดย Blackstone ปิดลบ 1.25% และ หุ้น Carlyle ปิดลบ 0.88% - หุ้น Jefferies พุ่งขึ้น 2.5% หลังมีรายงานว่า Sumitomo Mitsui Financial Group ของญี่ปุ่น กำลังวางแผนเข้าซื้อกิจการของบริษัท - หุ้น Estee Lauder ร่วงลง 9.8% หลังจากบริษัทระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาควบรวมกิจการกับ Puig Brands กลุ่มแบรนด์ความงามของสเปน ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างเบาบาง โดยมีการซื้อขายหุ้นทั้งหมด อยู่ที่ 17,940 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20,720 ล้านหุ้น ในช่วง 20 วันทำการที่ผ่านมา - ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.3 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 150 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 199 ตัว - ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 1,857 ตัว และหุ้นลบ 2,936 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวก ที่ 1.58 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 20 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 19 ตัว ขณะที่แนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 47 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 186 ตัว ที่มา Reuters |