SCB EIC หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.4% เงินเฟ้อทะลุกรอบ 3.2% มอง กนง.คงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปี 69

รูป SCB EIC หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.4% เงินเฟ้อทะลุกรอบ 3.2% มอง กนง.คงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปี 69

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 มี.ค. 69 12:03 น.

 

SCB EIC หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.4% ฟันธงเศรษฐกิจทั่วโลกเจอ “Stagflation” มองขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท เป็นทิศทางที่ถูกต้อง หวั่นตรึงราคานานสร้างผลเสียมากกว่า แนะรัฐเลิกอุ้มราคาทั้งระบบ ใช้ 3T รับมือ

 

นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสานงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้ลงเหลือโต 1.4% จากเดิมคาด 1.8% ขณะที่เงินเฟ้อปีนี้ คาดว่าในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกินกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าใกล้ 0%

 

-สำหรับการส่งออกในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% จากเดิมคาด 1.6% การนำเข้า คาดว่าจะอยู่ที่ 6.2% จากเดิมที่ 2.7%

 

ปัจจัยลบหั่นประมาณการจีดีพีปี 69

 

-ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

-อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของธปท.ที่อยู่ที่ 3.2% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระขายไปสู่สินค้าวัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้

-การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอตัวลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือน

-ความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น

-ภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูงและอัตรากำไรที่ลดลง

-ธุรกิจชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนสูงขึ้น

-เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้น จากแนวโน้มโอกาสขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น

SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์​ของสงครามตะวันออกกลาง

1.Base Case โอกาสเกิดขึ้น 50% ระยะเวลาสงคราม น้อยกว่า 8 สัปดาห์ ผลกระทบ ขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairh ได้ ติดลบ 20% จากปริมาณเดิม โดยประเมินกรอบราคาน้ำมันที่ 80-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีโต 1.4% และเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 3.2%

 

2.Adverse Case ระยะเวลาสงคราม 8-16 สัปดาห์ ผลกระทบ ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อYanbu/Fujairh ได้ ติดลบ 10% โครงสร้างพื้นฐานพลังงานด้านขนส่ง / Refinery process ถูกทำลายอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 100-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเมินจีดีพีจะลดลงมาอยู่ที่ 0.8-1.1% และเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 4-5%

 

3.Severe Case ระยะเวลาสงครามมากกว่า 16 สัปดาห์ ผลกระทบ ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairh ได้มากกว่า 10% จากปริมาณเดิม โครงสร้างพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก ต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่/สร้างใหม่ ส่งผลกระทบต่อระยะยาว ประเมินผลกระทบต่อจีดีพีคาดจะทำให้ติดลบ 0.5% ถึง 1% เงินเฟ้อมากกว่า 5% และราคาน้ำมันดิบ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

-มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาลค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงการช่วยเหลือต่างๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดานที่ 70%

 

-ภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจ จะทำให้การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

 

มองนโยบายการค้าเจอความท้าทาย Stagflation

 

-กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ของปีนี้ โดยประเมินว่า กนง.จะไม่เลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดย กนง.อาจ Wait and see ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง และ Policy space ที่มีจำกัด

 

-เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุสงค์ที่ซบเซา

 

-การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SMEs

 

-การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม

 

-ประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัด ภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก และเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง

 

“กนง.อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อจีดีพีรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น”นายยรรยง กล่าว

 

-ยอมรับว่า Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัว และเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็ง คือ ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง มีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงทำให้ ธปท. เองยังมีเครื่องมือในการบริหารจัดการต่างๆ และอาจยังไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น

 

เปิด 3 ทางออก เชิงนโยบาย ช่วยแบบหน้ากระดาน สู่ 3T

-การอุดหนุนพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมากเกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก และสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในเวลาอันสั้น จนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้

 

-ภาครัฐควรปรับใช้มาตรการ 3T Targeting-Temporary-Transform เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น ดังนี้

 

-Targeting ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง มาตรการอุดหนุนเฉพาะกลุ่มแก่กลุ่มมีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบเดือดร้อนอย่างตรงจุด

 

- Temporary การบริหารราคาพลังงาน ในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อทำให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงด้านการคลัง

 

-Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพื่อเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว

 

-ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทนั้น มองว่า การที่ภาครัฐปรับนโยบายจากการอุดหนุนราคาขายปลีกแบบหน้ากระดาน มาเป็น Managed Float เป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง แต่กรดำเนินการจะต้องปรับให้ราคาสูงแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการตรึงราคาแบบหน้ากระดานมีผลเสียค่อนข้างมาก ในแง่การใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด โดยหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง มีประเด็นเครดิตเรตติ้ง เชื่อว่าภาครัฐคงต้องใช้ทรัพยากรอย่างระมัดระวัง

“เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ปล่อยให้ราคาขึ้นไปทันทีจนถึงราคาที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้รู้ว่าอาจจะหมายถึง 60 หรือมากกว่านั้นต่อลิตร เพราะถ้าการให้มีการตรึงราคาต่ำมาก จะทำให้ประชาชนอาจไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา หรือ ประหยัด เพราะเป็นเรื่องของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อเรื่องราคา ถ้าเรายังใช้พลังงานเท่าเดิม สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การขาดดุลทั้งการค้า และบัญชีเดินสะพัด จะสูงมาก เพราะราคาพลังงานสูงมาก เป็นเรื่องหนึ่ง”นายยรรยง กล่าว

 

-และการตรึงราคาแบบนี้ คนที่ได้ประโยชน์มาก คือ คนที่มีรายได้สูง คนที่ใช้พลังงานมากกว่า พลังงานในการโดยสารรถยนต์ หรือการทำธุรกิจ มันมีเรื่องความเหลื่อมล่ำ อีกเรื่องที่กังวล คือ หากตรึงไว้นานๆ ถึงเวลาต้องปล่อยอาจไม่ใช่ 6 บาท คล้ายกับในหลายปีที่ผ่านมา หรือปี 97b มีการบริหารจัดการค่าเงิน และใช้เงินสำรองจนหมดหน้าตัก ถึงเวลานั้นอาจทำให้เศรษฐกิจช็อกมากๆ

 

“ถามว่า 6 บาทแรงไหม ก็แรง แต่ก่อนหน้าเราใช้นโยบายตรึงค่อนข้างนั้น ทำให้เกิดปัญหาหลายเรื่อง ต้องทยอยปล่อย และทิศทางคงต้องเป็นแบบนี้ ชดเชยน้อยลง และสนับสนุนเป็นกลุ่มเป้าหมายแทน อย่างที่รัฐบาลพูดถึง กลุ่มคนเปราะบาง เกษตรกร ทิศทางมันถูกแล้ว”นายยรรยง กล่าว

 

-ส่วนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่อาจส่งผลกระทบนั้น แน่นอนต้องเกิดผลกระทบ เพราะ 6 บาท เป็นการขึ้นแบบมากที่สุด คงมีผลต่อจิตวิทยา และทำให้คนเริ่มออกมาปรับแผนในการใช้จ่าย น่าจะมีผล แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่ภาครัฐมี และคงมองว่า กองทุนน้ำมันน่าจะติดลบเกือบ 40,000 ล้านบาท อาจติดเรื่องเกณฑ์ต่างๆ และต้องดำเนินการแบบนี้ หากเริ่มต้นค่อยๆ ทยอยทำเรื่องนี้ อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นมากขนาดนี้ แต่เชื่อว่า ทิศทางต้องเป็นแบบนี้ และยอมรับความจริงว่า วิกฤติรอบนี้รุนแรงมาก เพราะรอบนี้น้ำมันหายไปจากตลาดโลกจริงๆ

 



Related Topics

Editing by

Pattraporn Kiattinant

Pattraporn Kiattinant

News Editor, efinanceThai