Ford เพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปี เป็น 8.5–10.5 พันล้านดอลล์

รูป Ford เพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปี เป็น 8.5–10.5 พันล้านดอลล์

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 เม.ย. 69 10:00 น.


Ford Motor ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปีหลังผลประกอบการไตรมาสแรกดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรถกระบะและ SUV ที่มีอัตรากำไรสูง อย่างไรก็ตาม บริษัทเตือนว่าต้นทุนเหล็กและอะลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภาษีนำเข้า อาจกดดันกำไรในช่วงที่เหลือของปี และทำให้แนวโน้มยังอยู่ในเชิงระมัดระวัง


Ford คาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีในปีนี้จะอยู่ที่ 8.5 พันล้านถึง 10.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมราว 500 ล้านดอลลาร์ หลังรายงานกำไรปรับแล้ว 66 เซนต์ต่อหุ้น ในไตรมาสแรก เทียบกับที่ตลาดคาดไว้เพียง 19 เซนต์ต่อหุ้น ผลงานดังกล่าวสะท้อนว่าธุรกิจรถยนต์ของบริษัทในบางส่วนยังสร้างกระแสกำไรได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะและ SUV ที่มีมาร์จิ้นสูง


บริษัทระบุด้วยว่า "ฟอร์ดคาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีในปีนี้จะอยู่ที่ 8.5 พันล้านถึง 10.5 พันล้านดอลลาร์"


ต้นทุนเหล็ก อะลูมิเนียม และภาษีนำเข้ายังเป็นแรงกดดัน

แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะออกมาดีกว่าคาด แต่ Ford ปรับคาดการณ์กำไรขึ้นไม่มากนัก สะท้อนมุมมองที่ยังระมัดระวังต่อแนวโน้มข้างหน้า บริษัทระบุว่าความขัดแย้งในอิหร่านส่งผลให้ค่าแรงและต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ขณะเดียวกันคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม ราว 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าประมาณการเดิมสองเท่า


Ford ยังกล่าวว่าช่วงต้นปีนี้บริษัทมีต้นทุนสูงขึ้นจากภาษีนำเข้าอะลูมิเนียม และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะดำเนินต่อไปจนถึงครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่าจะได้รับผลกระทบราว 1 พันล้านดอลลาร์ จากอัตราภาษีที่ถูกศาลสูงสุดยกเลิก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แนวโน้ม operating profit ยังถูกกดดัน แม้ยอดขายในบางกลุ่มยังช่วยพยุงผลประกอบการไว้ได้


ผลกระทบต่อหุ้น Ford (F) และธุรกิจหลัก

หุ้น Ford ลดลง 2% ในการซื้อขายหลังเวลาทำการในนิวยอร์ก หลังจากก่อนหน้านี้เคยปรับขึ้นระยะสั้น ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านต้นทุนมากกว่าการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรเพียงบางส่วน ขณะเดียวกันบริษัทให้ความสำคัญกับการผลิตรถกระบะและ SUV ราคาสูง ซึ่งช่วยหนุนกำไรท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก


ฝ่ายบริหารระบุว่าธุรกิจรถยนต์ดั้งเดิมอย่าง Ford Blue ทำกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี 1.94 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสล่าสุด แม้ยอดขายรถยนต์ของ Ford ในสหรัฐลดลง 8.8% ในช่วงเวลาดังกล่าว ข้อมูลนี้ชี้ว่าบริษัทกำลังพึ่งพารุ่นที่ทำกำไรสูงเพื่อชดเชยแรงกดดันจากยอดขายและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น


การลงทุนใหม่ยังสร้างกระแสเงินสดติดลบ

Ford ยังเปิดเผยว่าบริษัทสูญเสียเงินสดปรับแล้ว 1.9 พันล้านดอลลาร์ จากการลงทุนในธุรกิจใหม่ด้านการเก็บพลังงานและการผลิตรถกระบะไฟฟ้าราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์ ในปีหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังลดการผลิตรถกระบะ F-Series เนื่องจากปัญหาที่โรงหลอมอะลูมิเนียมหลังเหตุเพลิงไหม้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ต้องนำเข้าอะลูมิเนียมจากต่างประเทศ


ในช่วงต้นปีนี้ ต้นทุนของ Ford ยังได้รับผลจากภาษีนำเข้าอะลูมิเนียม และความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างมากหลังราคาน้ำมันในสหรัฐฯ สูงขึ้น ส่งผลต่อยอดขายรถยนต์ของบริษัท ขณะเดียวกันข้อมูลการค้นคว้าทางการตลาดระบุว่าหุ้น Ford ลดลงมากกว่า 7% ในปีนี้ สวนทางกับแนวโน้มที่แข็งแกร่งในปี 2025


3 ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจาก Ford

  • ต้นทุนเหล็กและอะลูมิเนียม จะเร่งขึ้นต่อหรือไม่ในครึ่งปีหลัง
  • การลดการผลิต F-Series และปัญหาโรงหลอมอะลูมิเนียมจะคลี่คลายเมื่อใด
  • ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐ และความต้องการรถกระบะ/SUV จะทรงตัวได้มากเพียงใด

สำหรับแรงกดดันเชิงกลยุทธ์ Ford ระบุว่ารายได้จากรถเพื่อการค้ายังเติบโตจากปีก่อนมาอยู่ที่ 1.68 พันล้านดอลลาร์ แม้บริษัทเผชิญแรงกดดันจากการปรับกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าที่ขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ภาพรวมจึงสะท้อนทั้งโอกาสจากรุ่นทำกำไรสูงและความเสี่ยงจากการลงทุนระยะยาวที่ยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก


ผลกระทบต่อบริษัท อุตสาหกรรม และนักลงทุน

สำหรับบริษัท Ford ได้แรงหนุนจากรถกระบะและ SUV ที่ทำกำไรสูง แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ ภาษีนำเข้าอะลูมิเนียม และการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ยังขาดทุน สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าผู้ผลิตรถต้องบริหารต้นทุนเหล็กและอะลูมิเนียมอย่างเข้มงวด พร้อมปรับพอร์ตสินค้าไปสู่รุ่นที่มีมาร์จิ้นสูง


สำหรับนักลงทุน ตัวเลขกำไรปรับแล้วและการปรับเพิ่มคาดการณ์ช่วยพยุงความเชื่อมั่น แต่แนวทางที่ระมัดระวังของบริษัทและแรงกดดันด้านต้นทุนยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะเมื่อหุ้น Ford ยังเคลื่อนไหวอ่อนไหวต่อข่าวต้นทุนและภาวะอุปสงค์ในตลาดสหรัฐฯ


Related Topics

Reported by

efin Reporter

efin Reporter