ว่าด้วย Chokepoints ของสหรัฐ จากสงครามรัสเซีย

efinAI
MacroViewBlog.com
ปีนี้ ผมขอพูดถึงหนังสือแนวเล่าเรื่องไฮไลต์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามเศรษฐกิจ เป็นหนังสือชื่อ Chokepoints: American Power in the Age of Economic Warfare โดย เอ็ดเวิร์ด ฟิชแมน
ก่อนอื่นบอกก่อนว่าหนังสือเล่มนี้ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ความจริงมีหนังสือที่ผมอยากพูดถึงมากกว่าอีก 2-3 เล่ม ทว่าในช่วงสงครามอิหร่านกับสหรัฐครั้งใหญ่นี้ คำว่า Chokepoints เป็นที่พูดถึงมาก เลยขอจัดเล่มนี้ก่อน
หนังสือของฟิชแมน มีจุดเด่นตรงที่เลือกสงครามใหญ่ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในยุคทศวรรษ 1990s, สงครามรัสเซียยึดไครเมีย ปี 2014, สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐปี 2018-20 และสงครามรัสเซียยึดยูเครนปี 2022 เป็นแบ็คกราวด์
โดยให้ตัวละครที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐของสหรัฐซึ่งเก่งด้านการออกแบบกลไกทางเศรษฐกิจการเงินเป็นตัวเดินเรื่องให้คู่กรณี เนื่องจากก่อให้เกิดความเสียหายด้านเศรษฐกิจจนประชาชนอยู่รอดไม่ได้ (Chokepoints) จนต้องยอมถอนตัวจากสงคราม
บทความนี้ จะขอกล่าวถึง Chokepoints ของ สงครามรัสเซียยึดไครเมีย ปี 2014 ในหนังสือ เผื่อว่าท่านผู้อ่านจะไปอ่านสงครามอื่นๆต่อไป
เมื่อรัสเซียเริ่มใช้กำลังทหารเข้ายึดไครเมีย ทางการสหรัฐกับยุโรปจึงได้เริ่มสร้าง Chokepoints โดยร่วมกันประกาศ Sanction รัสเซีย โดยไม่ให้แบงก์ใหญ่รัสเซียและบริษัทน้ำมันสามารถรับและจ่ายเงินสกุลดอลลาร์จากบริษัทสหรัฐและยุโรป รวมถึงไม่ให้ระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป
ขอเริ่มต้น ณ เดือนกันยายน 2014 ราคาน้ำมันดิบลดลงที่ $90 ต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2012 โดยลดลง 10% ในเดือนดังกล่าว และลดลง 20% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน
ในจังหวะนี้ มีข่าวลือในหมู่นักลงทุนต่างประเทศว่าจะมีการห้ามไม่ให้นำทรัพย์สินของชาวต่างชาติออกนอกประเทศ ที่มากไปกว่านั้น อาจถึงขนาดที่จะประกาศ Capital Control กัน ซึ่ง ณ วันสิ้นเดือนกันยายน ค่าเงินรูเบิลลงไปถึงเกือบ 40 รูเบิลต่อดอลลาร์ จาก 33 รูเบิลต่อดอลลาร์ในช่วงต้นปี ทั้งนี้ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้กล่าวให้ความมั่นใจต่อนักลงทุนที่งานสัมมนาใหญ่ที่มอสโคว์ว่าสามารถจัดการปัญหานี้ได้ โดยธนาคารกลางรัสเซียมีสำรองเงินตราระหว่างประเทศถึง 5 แสนล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายเดือนตุลาคม เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดในขณะนั้น ได้ประกาศยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ที่เริ่มทำหลังวิกฤตซับไพร์มปี 2008 ซึ่งยิ่งเป็นการทำให้สถานการณ์ด้านเครดิตตึงตัว เนื่องจากเฟดหยุดซื้อพันธบัตรจากแบงก์พาณิชย์ ส่งผลทำให้อุปสงค์ของน้ำมันลดลง ในขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้นมากจาก Shale Oil ของสหรัฐที่ผลิตออกมาในช่วงนั้น เนื่องจากราคาน้ำมันของตลาดโลกอยู่ในระดับสูงในช่วงก่อนหน้านั้น รวมถึงซาอุดิอาระเบียก็ไม่ยอมลดกำลังการผลิตตามที่เคยสัญญาไว้ใน OPEC เพราะกลัวเสียส่วนแบ่งตลาดต่อ Shale Oil ของสหรัฐ ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกยิ่งดิ่งลงหนัก และด้วยความคาดหวังของตลาดที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปี 2014 ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยในปี 2014 ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปีที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุกสกุล ส่งผลให้ผู้ซื้อน้ำมันต้องจ่ายแพงขึ้นในเงินสกุลตนเอง ยิ่งส่งผลให้อุปสงค์ต่อน้ำมันลดลง และราคาน้ำมันก็ดิ่งลงอีก ทำให้ราคาน้ำมันลงมาเหลือ $80 ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ บริษัทต่างๆของรัสเซียมีหนี้สกุลเงินสหรัฐมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยช่วงต้นเดือนธันวาคม Rosneft บริษัทน้ำมัน มีกำหนดชำระคืนเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์ $1 หมื่นล้าน ในอีก 10 วัน Rosneft จึงออกบอนด์สกุลเงินรูเบิลโดยได้การค้ำประกันจากธนาคารกลางรัสเซีย ทว่าให้ยิลด์ต่ำกว่าบอนด์ของรัฐบาลรัสเซียที่มีอายุเท่ากันเล็กน้อย โดยแบงก์ชาติรัสเซียรับบอนด์นี้ไว้เป็นหลักประกันและให้เงินรูเบิลต่อ Rosneft เพื่อจ่ายต่อเจ้าหนี้ต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการ bail-out ให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่นี้
ณ ช่วงเวลานั้น ค่าเงินรูเบิลร่วงลง 10% ในวันเดียว โดยแบงก์ชาติรัสเซียขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวดเดียว 650 bp สู่ 17% รวมถึงใช้เงินสำรองระหว่างประเทศในการต่อสู้กับการเก็งกำไรและการถอนเงินรูเบิลออกมา ค่าเงินร่วงลงมาสู่ระดับ 70-80 รูเบิลต่อดอลลาร์ หรือค่าเงินลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากเมื่อ 3 เดือนก่อนหน้า
มาถึงจุดนี้ ชาวบ้านเริ่มจะอดทนต่อไปไม่ได้ มายืนต่อคิวหน้าแบงก์ต่างๆ เพื่อรอแลกเปลี่ยนเงินจากรูเบิลมาเป็นสกุลดอลลาร์หรือยูโร เนื่องจากกังวลว่าเงินรูเบิลจะลดค่าลงไปเรื่อยๆ โดยภายใน 1 สัปดาห์ มีเงินถอนออกถึง $2 หมื่นล้าน รวมถึงมีการนำเงินรูเบิลไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี และของชิ้นใหญ่ต่างๆเพราะกังวลว่าค่าเงินจะร่วงลงไปเรื่อยๆ ส่วนบริษัทอย่าง Volvo และ Apple ก็ประกาศหยุดขายสินค้าของตนเอง เนื่องจากค่าเงินรูเบิลที่ร่วงลงเรื่อยๆไม่หยุดจะทำให้รายได้ในสกุลเงินรัสเซียนี้ลดลงเมือ่เทียบกับเงินสกุลดอลลาร์
เมื่อปูตินเห็นท่าไม่ดี จึงสั่งการแบบนอกตำราเศรษฐศาสตร์ ด้วยการบังคับให้ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีเงินสกุลดอลลาร์อยู่มาก ให้แปลงเงินดอลลาร์มาเป็นรูเบิล รวมถึงออกกฎหมายอภัยโทษเศรษฐีรัสเซียที่มีเงินดอลลาร์อยู่เยอะให้แปลงเงินที่มีอยู่มาเป็นรูเบิล โดยค่าเงินรูเบิลเริ่มนิ่งขึ้น ณ สิ้นปี 2014 ทว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียก็ลดลงสู่ระดับต่ำกว่า $3.9 หมื่นล้าน หรือลดลงกว่า $1.2 หมื่นล้าน ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน โดยชาวรัสเซียได้นำเงินออกนอกประเทศกว่า $1.5 หมื่นล้าน ถือเป็นปีที่มี Capital Flight มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย
ทั้งหมดคือผลของ Chokepoints ครั้งสำคัญของสหรัฐที่ทำให้รัสเซียไม่สามารถลุยยึดไครเมียได้แบบสุดทาง
Related Topics
Reported by

Surametee Maneesukho
News Editor, efinanceThai











