บลจ.วรรณ มองเป้าหุ้นไทยปีนี้แตะ 1,400 จุด รับดอกเบี้ยหนุนสร้างสภาพคล่อง - เสถียรภาพทางการเมือง สร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน แนะพอร์ตหลัก หุ้นทั่วโลก 45% พร้อมเสริมลงทุนทางเลือกสัดส่วน 25% ทั้ง ทอง - แร่หายาก - ไฟแนนซ์กระบวนการยุติธรรม ส่วนภาพรวม AUM ปีนี้ คาดทรงตัว 1.5 - 1.7 แสนลบ.
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกยังคงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี จากประมาณการทำไรของหุ้นยังเติบโต ซึ่งเกิดจากแรงขับเคลื่อนหลักจากเม็ดเงินลงทุนของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ที่มีการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
โดยมองว่า เศรษฐกิจของประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย มีการเติบโตที่โดดเด่นเช่นกัน และคาดว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของหุ้นในเอเซียแปซิฟิคในปีนี้ ในแง่มุมมองของระดับราคา หุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันมีค่า P/E ต่ำ หากเทียบกับค่า P/E ในช่วงวิกฤตฟองสบู่หุ้นเทคในปี 2000 ที่ผ่านมา
สำหรับปัจจัยปีนี้ที่ต้องติดตาม คือ ตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่มีโอกาสเติบโตได้ดีจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และแรงส่งจากมาตรการทางการคลัง จากประเทศเศรษฐกิจหลัก อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป, จีนขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวสูง แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ปัจจัยเหล่านี้ มองว่า สามารถหนุนให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นได้โดยเฉพาะในช่วงต้นปีนี้
โดยปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสแตะ 1,400 จุด หลังการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นจากการเลือกตั้ง หากได้รัฐบาลเสียงข้างมาก ต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และระยะยาวอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินจังหวะในการลงทุน ทั้งนี้มองว่า การจับขั้วทางการเมืองหลังการเลือกตั้งทั่วไป ก.พ. นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเศรษฐและตลาดทุนไทยที่ต้องจับตา ด้านแนวรับประเมินที่ 1,200 และ 1,100 จุด
ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทย มี Downside จำกัด และได้แรงหนุนพื้นฐานจาก Valuation ต่ากว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค (PE ratio 13 เท่า vs. ค่าเฉลี่ย 14 เท่าของตลาดเอเชียในภาพรวม) และมีอัตรา การจ่ายเงินปันผลโดดเด่นที่ราว 4% ทำให้ บลจ.วรรณ มองว่ากองทุน ONE-SETHD ที่เน้นตัดเลือกหุ้นไทยคุณภาพดีเชิงรุกที่มีการจ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอจากหุ้นบนดัชนี SETHD เป็นหลัก
ซึ่งปัจจุบันอัตราจ่ายเงินปันผลสูงสุดที่ 6.61% มากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยในภาพรวม แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไทยมีแนวโน้มเติบโตตํ่า แต่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อความสามารถทำไรของบริษัทจดดดทะเบียนในแงมุมของต้นทุนที่ลดลงทำให้กองทุน ONE-SETHD เหมาะสมในการลงทุนช่วงนี้ทั้งในแง่ผลตอบแทนและความเสี่ยง

ด้านการลงทุนทางเลือก มองว่าความขัดแย้งทางรัฐศาสตร์ มีโอกาสขยายวงกว้างหรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย สามารถกดดันตลาดเสี่ยงให้มีความผันผวนเป็นระยะๆ โดยเฉพาะการเลือกกลางเทอมสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นช่วงปลายปี ซึ่งมองว่า การลงทุนในทรัพย์สินทางเลือกจะเป็นการจัดสรรการลงทุนที่ดี เช่น ทองคำ หรือ กลุ่มหุ้นแร่หายาก Rare Earth ที่ได้รับประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวขึ้น
ดังนั้น สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำจัดสรรเงินบางส่วนในทองคำและและแร่หายาก อย่างกองทุน ONE-RAREEARTH เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนช่วงเหตุการณ์โลกเปลี่ยนแปลง และแนะนำสับเปลี่ยนสินทรัพย์เสี่ยงมายังสินทรัพย์ทางเลือกอื่นที่มีความผันผวนต่ำและไม่เกี่ยวข้องกับตลาดอื่นๆ ในช่วงตลาดผันผวนกลางปีไปจนถึงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐ (mid-term election) อาทิ กองทุน Life Settlement ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารของบลจ.วรรณ
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนทางเลือกใหม่เรียกว่า Litigation Finance คือ การลงทุนทางเลือกที่จัดหาเงินทุนให้แก่กระบวนการยุติธรรมและสร้างผลตอบแทนจากผลลัพธ์ของคดี โดยมองว่า ความโดดเด่นของผลตอบแทนจากการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกเหล่านี้ สามารถพาพอร์ตการลงทุนผ่านความไม่แน่นอนในปี 2569 หรืออนาดตอันใกล้นี้ไปได้
สำหรับกองทุนที่แนะนำช่วงนี้ คือ
1) ONE-ELITE11 ซึ่งลงทุนในหุ้นที่เป็น "ปัจจัยทั้ง5" ที่ดีที่สุดของโลก จากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วขนาดใหญ่ที่มี Momentum โooiduจาก 11 อุลสาหกรรมทั่วโลก คัดโดย Bloomberg บนดัชนี Bloomberg Global Industry Elite 55 ปัจจุบันมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีประมาณ 50%
2) ONE-APACESG ลงทุนหันเอเชียแปซิฟิทรวมญี่ปุ่น ที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน มีสัดส่วนหุ้นเกครเอเชียราว 46%
3) ONE-EUROEQ ลงทุนหุ้นยุโรปมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อจากบรรยากาศการลงทุนที่ดี หลังทำตลาดทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง รับแนวโน้มผลประกอบการปีนี้ที่โตแข็งแรง
นายรณวร ศุกระกาญจน์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์และนวัตกรรม บลจ. วรรณ เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 69 แบ่งสัดส่วนพอร์ตการลงทุน ได้แก่ หุ้นทั่วโลก 40-45% โดยมีหุ้นไทย 5%, หุ้นสหรัฐฯ ทั้งกลุ่มเทคโนโลยี ไฟแนนซ์ และการบริโภค 15-20%, หุ้นเอเชีย 10% และ หุ้นยุโรป 10% ส่วนการลงทุนอีก 30% ลงทุนกลุ่มตราสารหนี้ และอีก 25% แนะนำสินทรัพย์ทางเลือก
ด้านมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ (AUM) นายพจน์คาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อนที่ระดับ 1.5 - 1.7 แสนล้านบาท เนื่องจากมีกลุ่มกองทุนลูกค้าสถาบันครบกำหนดการลงทุนออกไป และยังอยู่ระหว่างเตรียมหาลูกค้าใหม่ๆ เข้ามา ทั้งนี้บลจ.วรรณ เตรียมออกกองทุนรวม (Mutual Fund) ปีนี้ประมาณ 10 กอง

|